หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้ามีคนถามว่า.. คุณเคยดูหนังเรื่องไหนเกิน 3 ครั้งบ้าง ?  (อ่าน 21470 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 22, 2015, 05:41:21 pm »



บางคนอาจจะไม่เคยเลย แค่ดูซ้ำครั้งที่สองก็เบื่อจะตายชักอยู่แล้ว
สำหรับผม ตอบได้เลยว่า...ที่ดูเกิน 3 ครั้ง คงเคยดูไม่ถึงร้อยเรื่อง
แต่เท่าที่พอจะจำได้ ก็น่าจะเกินครึ่งร้อยแน่ ๆ




และแน่นอนที่สุด ก็ต้องเป็นหนังในแนวที่ตนเองชื่นชอบ แม้จะดูแล้วก็ยังอยากจะดูอีกไม่เบื่อ และในบางเรื่องอาจจะเป็นภาวะจำยอม
อย่างเช่น The Sound of Music ที่ผมดูเกิน 3 ครั้งเพราะคู่ชีวิตของผม ชอบดูหนังเพลงมาก ๆ ก็เลยต้องจำยอมดูกับเธอไปด้วย
ถึงแนวนี้ผมจะไม่ค่อยชอบนัก แต่หนังเรื่องนี้ก็มีเพลงเพราะ ๆ หลายเพลงที่ฟังแล้วเพลิดเพลินดี ฉากก็สวยงามทั้งเรื่อง สมกับที่
ได้ Best Picture ในปี 1965 และเป็นภาพยนตร์อมตะที่นักดูหนังทุกท่านไม่ควรพลาด

สำหรับผม.. ในชีวิตคู่ มีกิจกรรมอยู่ 4 อย่าง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหงาหงอย ก็คือ
นอนหลับกลางคืนคนเดียว (แบบจิ้มจุ่มเสร็จ แล้วกลับไปนอนกับแม่ ก็เหงาครับ)
นั่งทานอาหารค่ำคนเดียว (มื้อเช้า มื้อกลางวัน ไม่เป็นไร แต่มื้อค่ำนี่เหงาจริง ๆ ครับ)
นั่งรถ นั่งเรือ นั่งเครื่องคนเดียว (เคยนั่งเครื่องจาก นาริตะ-นาโกย่า เห็นภูเขาฟูจิอยู่ด้านล่าง คิดถึงแฟนสุด ๆ เลยครับ)
นั่งดูหนังคนเดียวในโรงภาพยนตร์ (นั่งดูหนังคนเดียว กับนั่งดูกับแฟน ใครยังไม่มีแฟนก็คงไม่รู้สึกอารมณ์นี้หรอกครับ)

แล้วก็มาถึงหนังที่ผมเพิ่งดูครั้งที่ 5 เมื่อห้าวันก่อนนี่เองครับ... ดูครั้งแรกจำได้ว่าดูในโรง แต่จำไม่ได้ว่าดูโรงไหนแล้วครับ
ดูครั้งที่สอง และครั้งที่สาม ดูแผ่นดีวีดีกับ ทีวี 21 นิ้วจอแก้วธรรมดา เรื่องนี้ทำให้รู้จัก เดลเซล วอชิงตัน และติดตามดูเรื่องอื่น ๆ
ที่ เดลเซล แสดงเกือบทุกเรื่องเลยครับ เรียกได้ว่า ถ้าเจอ เดลเซล จะซื้อหนังเก็บไว้ทันที
Safe House ภารกิจเดือดฝ่าด่านตาย (2012)
2 Guns ดวล ปล้น สนั่นเมือง (2013)
The Equalizer มัจจุราชไร้เงา (2014)

สามเรื่องล่าสุด ที่มันส์ทุกเรื่อง ไม่ผิดหวังคอหนังตื่นเต้น แอคชั่นระทึก

ส่วนนางเอกในเรื่อง ก็เล่นได้ดีเรียกต่อมน้ำตาได้เก่งมาาก น้ำตาเธอไหลพรากอาบแก้มได้ทันทีเมื่อถูกพระเอกพูดจี้ปมลึก ๆ ของเธอ
ตอนนั้นผมไม่ค่อยสนใจเธอเพราะ ริมฝีปากเธอหนาไปหน่อย ผมชอบผู้หญิงริมฝีปากบาง ๆ ดูมีเสน่ห์ ลึกลับดี อย่าง เม็ก ไรอัน
แต่นางเอกสาวหุ่นดี ริมฝีปากหนาคนนี้ กลับมาโด่งดังอีกหลายเรื่อง ทำให้ผมกลับติดตามดูหนังเธอพอ ๆ กับ เดลเซล วอชิงตัน
เรื่องสุดท้ายที่ได้ดูหุ่นของเธอคือ
Maleficent มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ (2014) ครับ

ผมชอบดูหนังแนวสืบสวน ลึกลับ ตื่นเต้น เลยทำให้ชอบดูหนังเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ได้โดยไม่เบื่อ ถึงแม้จะได้เรทจาก IMDB เพียง 6.6
รู้ว่าจบยังไงถึงสามครั้งสามหน ก็ยังอยากดูภาพจากทีวี 42 นิ้วอีก พอได้ดูความคมชัดฉากแรกแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะดูต่อจนจบ
ดูจบครั้งที่ 5 แล้วก็ยังคิดเลยครับว่า ทิ้งช่วงไปอีกสักปีสองปี เหงา ๆ เบื่อ ๆ ขึ้นมา คงได้เปิดเรื่องนี้ดูครั้งที่ 6 อีกแน่ ๆ
ถ้าชอบดูหนังลึกลับ ตื่นเต้น ดราม่านิด ๆ ก็ขอแนะนำเลยครับ ....

The Bone Collector - พลิกซาก ผ่าคดีนรก
ประเภท - Mystery / Drama / Thriller











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2015, 02:04:12 pm โดย Yahtzee » บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2015, 05:45:14 pm »

รวมหนัง!!! ที่ผู้สร้างใส่ใจรายละเอียดมากกว่าที่คุณคิด..!!!

คำอธิบายภาษาอังกฤษ แปลให้สั้นๆ โดยคุณ
ปืนใหญ่ไร้เทียมดอง
เมื่อ Fri Nov 29, 2013 20:37

******************************************************

ในหนัง star wars ep1 ฉากที่อนาคินน้อยขับยานแข่ง

เค้าสร้างฉากย่อส่วนของอัฒจันทร์ขึ้นมา
โดยที่คนดูที่อยู่บนสแตนด์ จริงๆแล้ว
ทำจากคัตตันบัท (ก้านสำลีปั่นหู) 450,000 อัน มาตัดและทาสี



**********************************


ในเรื่อง Barry Lyndon (1975) ของ สแตนลี ครูบริค

เค้าใช้กล้องความเร็วสูงที่พัฒนาโดยองค์การนาซ่า ที่ใช้ถ่ายยานอพอลโล่จอดบนดวงจันทร์
เพื่อถ่ายฉากที่มีแสงเทียนกลางคืน เพื่อทำให้ภาพออกมาเป็นแสงธรรมชาติที่สุด
โดยไม่ต้องใช้ ไฟจากหลอดไฟของสตูดิโอ เลย (ปกติต้องใส่ไฟเพิ่ม เพราะแสงเทียนมันมืด)



**********************************


ในเรื่อง Gone with the wind (1939)
 
ทางสตูดิโอ MGM ถ่ายฉากไฟไหม้เมือง โดยการเผาฉากจริงๆ
ที่เป็นฉากหนังจากเรื่องเก่าๆ เช่นเรื่อง คิงคอง และเรื่องอื่น ๆ
ซึ่งทำให้ตอนนั้น คนโทร.ไปแจ้งกันเยอะมาก นึกว่า โรงถ่ายถูกไฟไหม้จริงๆ



**********************************


ในเรื่อง King Kong (1933)

เค้าสร้างแอนิเมชั่น โดยใช้เทคนิคสตอปโมชั่น(คือถ่ายทีละเฟรมๆ)
โดยการที่ จะทำภาพออกมา 1 นาที ต้องใช้เวลาถ่ายทำถึง 150 ชั่วโมง



**********************************


ในเรื่อง The bonfire of the vanities (1990)
 
เค้าต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อศึกษาการหมุนตัวของโลก
และตารางการบินของเครื่องบินคองคอร์ด
เพื่อที่จะถ่ายฉาก เครื่องบินลงจอดที่นิวยอร์ค ขณะพระอาทิตย์ตก พอดี



**********************************


ในเรื่อง Rear window (1954) ของตำนานผกก.อัลเฟร็ด ฮิชค็อค

เค้าสร้างฉากขึ้นมาจริงๆ ในสตูดิโอของพาราเม้าท์
โดยเป็นตึกอพาทเมนท์ กว้าง 98 ยาว 185 และสูง 40 ฟุต
ประกอบด้วย 31 ห้องอพาทเมนท์ ที่มี 8 ห้อง ตกแต่งเฟอนิเจอร์เรียบร้อย
และมีไฟฟ้าและน้ำใช้ และ สามารถอยู่ได้จริง !!



**********************************


ในเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory (2005)

ฉากที่มีกระรอกแกะเม็ดถั่ว
เค้าใช้กระรอกมาแสดงจริงๆ 40 ตัว ใช้เวลาฝึกมัน 19 วีค



**********************************


ในเรื่อง Metropolis (1927)

เค้าสร้างฉากเมืองขนาดย่อส่วนขึ้นมา
แล้วให้นักแสดง แสดงผ่านกระจกสะท้อน



**********************************


เรื่อง 55 Days at Peking (1963)

เค้า สร้างฉากเมืองปักกิ่งขนาดเท่าของจริง ขึ้นมาจริงๆ
และจ้างนักแสดงตัวประกอบหลายร้อยชีวิต เพื่อเข้าฉากนี้



**********************************


ฉากนี้ในเรื่อง The Muppet movie (1979)

เค้าไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆเลย
เพราะเค้า สร้างหัวตุ๊กตายักษ์นั้นขึ้นมาจริงๆ ครับ!!!!



**********************************


ฉากนี้ในเรื่อง The matrix  (1999)

เค้าได้ทดลองถ่ายกัน 200 เทค
และทดลองผสมสารเคมีเพื่อให้ได้การระเบิด
ทั้งแสงสีและเปลวไฟตามต้องการถึง 150 ครั้ง(ส่วนผสมที่แตกต่าง)

เพื่อถ่ายฉากระเบิดลิฟต์ ที่ใช้ฉายแค่ 10 วิเท่านั้น



**********************************

บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2015, 05:46:47 pm »


ในเรื่อง The Untouchables (1987)

โรเบิร์ต เดอ นีโร เลียนแบบเสื้อผ้าของ Al Capone  
เพื่อสร้างบุคลิคและตัวตนในการแสดง



**********************************


ในหนังเรื่อง Intolerance (1916)

เค้าสร้างฉาก กำแพงเมืองบาบิโลน เท่าขนาดจริงขึ้นมา
จนทำให้ ผู้สร้างต้องเจ๊ง กันไปเลยครับ



**********************************


ถ้าคุณไปประเทศ Malta

ให้ไปเที่ยวเมือง Sweethaven
ซึ่งถูกเรียกกันว่าเป็น หมู่บ้าน Popeye

เพราะหมู่บ้านนี้ทั้งหมด!! ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ถ่ายทำหนัง Popeye (1980)





**********************************


เรื่อง Monsters, Inc. (2001)

ขนของตัวนี้ถูกสร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ 2  ล้านกว่าเส้น ที่เคลื่อนไหวอิสระต่อกัน
โดยที่คอมฯต้องใช้เวลาเรนเดอร์แต่ละเฟรม 11-12 ชั่วโมงเลย



**********************************


ในเรื่อง Fitzcarraldo (1982)

เป็นเรื่องราวของผู้จัดการแสดงโอเปร่า ที่คลั่งใคล้ในงานของเค้า
โดยพยายามที่จะ ลากเรือไอน้ำขึ้นแผ่นดิน และ ลากข้ามจากแม่น้ำหนึ่งไปอีกแม่น้ำหนึ่ง

ซึ่งผกก. ใช้วิธี ลากเรือที่หนัก300 ตันจริงๆ ข้ามแผ่นดินจากแม่น้ำหนึ่งไปอีกแม่น้ำ โดยใช้แรงงานคนจริงๆ
(คือจริงๆ ไอ้ตัวละครในเรื่องก็คงหมายถึงผกก.แกเองนั่นแหล่ะ บ้าพอกัน)



**********************************


ในหนังเรื่อง The Lord of the Rings (2001)

อันนี้คงมีคนรู้กันแล้ว เป็นหมู่บ้าน hobbit ที่สร้างขึ้นมาจริงๆที่นิวซีแลนด์
เพื่อถ่ายเรื่องเดอะลอร์ดครับ



และเค้าใช้นักแสดง (ตัวประกอบ) คนเดียว
เล่นถึงสามตัวละคร ในเรื่องเดียว เล่นไปใครบ้างลองดูจากรูปครับ



**********************************


ในหนังเรื่อง Hero (2002) ของ จางอี้โหมว

ผกก.เค้าต้องการให้ฉากนี้ มีผิวน้ำที่นิ่งที่สุด
ซึ่งน้ำแม่น้ำนี้จะนิ่งแค่ 2 ชม.ต่อวันเท่านั้น

ฉากนี้จึงใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ เพื่อถ่ายทำฉากที่ได้ฉายแค่ 3 นาที เท่านั้น



**********************************


ในฉากไตเติล ของหนังเรื่อง Se7en (1995)

เป็นฉากสมุดรูปถ่ายกระจัดกระจาย
แต่!!! ที่สำคัญคือ ตัวหนังสือที่ขึ้นชื่อทีมงานนักแสดงนั้น

เค้าใช้วิธี สลักตัวหนังสือเขียนลงไปบนฟิล์มเลย
โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคช่วยแต่อย่างใด



**********************************


สำหรับการถ่ายทำเรื่อง apollo 13 (1995)

อันนี้คงเคยผ่านตากันมาบ้างแล้วนะครับ  

ที่ฉากไร้แรงโน้มถ่วง เค้าไปถ่ายทำโดยได้รับความช่วยเหลือจากนาซ่า
เพื่อขอใช้เครื่องบินที่จำลองสภาพไร้น้ำหนัก

ในตอนแรกขอใช้เพื่อให้นักแสดงรู้ว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น
แต่ผกก.ไปๆมาๆ เกิดไอเดีย ขอสร้างฉากนั้นจริงๆ บนเครื่องบินเลยแล้วกัน
เลยถ่ายฉากเหล่านั้นๆจริง บนเครื่องบินที่จำลองสภาพไร้แรงโน้มถ่วง นั่นแหล่ะ



***************** THE END *****************

บันทึกการเข้า
จิรศักดิ์
Flat TV member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2015, 10:01:30 pm »

ผมหลายเรื่องเลยละ ไม่อยากบอกว่าเรื่องอะไรบ้าง อายน่ะ ชอบดูหนังมาก ที่บ้านจัดชุดใหญ่เลย ดูจนแม่บ้านมีค้อนหลายวง ดูแล้วดูอีก บางเรื่องชอบเนี้อเรื่อง บางเรื่องนางเอก บางเรื่องพระเอก หรือตัวร้าย ตัวประกอบ เลยดูมันทุกเรื่องที่พอนึกออกและหาได้ ชดเชยปมตอนเป็นเด็กผู้ปกครองไม่ค่อยตามใจ ไม่รู้ใครจะว่าแปลกหรือเปล่านะ ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็มีแปลกเป็นเพื่อนอีกคนเนอะ
บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2015, 10:18:17 pm »

. . .  เมื่อ 5-6 ปีก่อน มีคนคอเดียวกันมาสอบถามผม อยากหาซื้อหนัง DVD เรื่อง Groundhog Day มาดูอีก
ชื่อหนังก็แปลกดี จึงสอบถามถึงแรงบันดาลใจที่เกิดความอยาก..  ก็ได้รับคำตอบว่า ตอนไปเรียนโทที่อังกฤษ
เขาได้ดูในโรงแล้วประทับใจ จึงอยากหาซื้อหนังดี ๆ ที่ชอบ มาเก็บสะสมไว้ดูอีกเรื่อย ๆ
ผมก็แนะนำให้ไปลองหาดูที่ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ มีร้านใหญ่อยู่ร้านนึงน่าจะมีหนังที่เขาต้องการหาซื้อได้
แล้วก็บอกเขาว่า มีหนังเรื่องไหนที่เขาดูแล้วประทับใจ ก็แบ่งปันมาให้ผมดูบ้างสิ

       หายไปสองวัน ก็หอบหนัง Groundhog Day พร้อมกับหนังที่เขาชื่นชอบอีก 2 เรื่องมาให้ผมดู ซึ่งคงจะ
ดีใจที่ได้หนังที่เขาหามานาน แล้วคิดตอบแทนผมด้วยการให้ยืมหนังที่สะสมให้ผมได้ดูเพื่อจะคุยวิจารณ์กัน
ดูจบไปเกือบสองปี ผมถึงได้รู้ว่า Groundhog Day ที่เขาหาสะสม เป็นหนังที่ สถาบันภาพยนตร์แห่งชาติ AFI
ยกย่องเป็นหนัง America's 10 Greatest Films in 10 Classic Fantasy
ส่วนอีก 2 เรื่องที่เขาให้ยืมมาดูด้วย หลังจากดู Groundhog Day จบ ผมก็หยิบมาดูอีกว่ามีใครแสดงนำบ้าง
พอเห็นดารานำคู่นึงที่ผมเคยดูในเรื่อง Legends of the Fall (1994) ซึ่งสะใจสุด ๆ ตอนฉากสรุปท้ายเรื่องที่
Anthony Hopkins เล่นได้มันส์มาก ๆ ... ผมจึงเลือกหนังที่เขาให้ยืมเรื่องที่สองนี้ ตั้งใจจะดูเป็นเรื่องต่อไป

แต่พอดูจบ ก็แปลกใจครับ Groundhog Day กลับมีเนื้อเรื่องได้ข้อคิดดี ๆ สนุกกว่ากันเยอะ แต่ผมก็บอกเขา
ตอนคืนหนังที่เขาชื่นชอบว่า ผมได้ดูเรื่องนั้นจนจบเรื่องนะ แต่ประทับใจ กราวน์ดฮอก เดย์ มากกว่า

พอมีโอกาสได้ดูหนัง Hi-Def ในจอทีวี LED 42 นิ้ว เวลาเสียเงินสั่งหนังมาดู ผมจะเลือกสั่งหนังประเภทที่ชอบ
และหนังที่ยังไม่เคยดูมาก่อน ที่เหลือก็เลือกประเภทที่ควรมีติดบ้านดูซ้ำ ๆ ไม่เบื่อ บางทีก็มีหนังคาใจในเรท
อย่างเช่น Cape Fear (1991) ที่ได้เรทจากเว็บ www.imdb.com [7.3] เรื่องนี้ดูใน DVD ยังไงก็ไม่สนุก งง
จับเนื้อเรื่องไม่ถูก เปิดดู 3 - 4 ครั้ง ก็ดูได้ไม่ถึงครึ่งเรื่อง ก็เลิกดู ทั้ง ๆ ที่หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย แต่พอ
กลับมาดู Cape Fear ที่เป็นไฮ-เดฟ ผมเปิดดูรวดเดียวจนจบ เพราะเดินเรื่องน่าติดตามทุกฉากทุกตอน จบเรื่อง
อย่างลุ้นระทึก โรเบิร์ต เดอนิโร นักแสดงชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน เล่นได้สมกับเรทที่ได้รับ ต่างกับที่ดูใน
ดีวีดี ลิบลับ คุ้มค่าสองชั่วโมง แปดนาที ได้อรรถรสตลอดเวลาที่นั่งชม

ความแตกต่างที่ได้รับความบันเทิง ระหว่าง DVD กับ Hi-Def จากหนังเรื่องเดียวกัน ทำให้ผมทะยอยสั่งหนัง
ที่เคยดูในดีวีดีมาแล้ว มาสะสมเก็บไว้เพื่อย้อนกลับมาดูใหม่ ทั้ง Groundhog Day และ Legends of the Fall
รวมทั้งหนังเรื่องนั้น ที่หนุ่มนักเรียนอังกฤษชื่นชอบ เคยให้ยืมมา และเมื่อผมได้ลองเปิดดูอีกเป็นครั้งที่สอง...

Light-emitting diode ของ LG ให้ความคมชัด 1080p จากข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ สะกดให้ผมตื่นตาตื่นใจในฉาก
เตรียมการจัดงานเลี้ยงหน้าคฤหาสน์ริมแม่น้ำฮัดสัน เสียงดนตรีไพเราะเบา ๆ ตอนที่พระเอก-นางเอกเริ่มหันหลัง
เดินจากกันไปคนละทาง การหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยแววตา ที่ไม่มีบทพูด ทำให้คนดูเข้าใจความรู้สึกของคน
ทั้งสองได้เป็นอย่างดี และรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ เมื่อได้เสพ 180 นาทีของหนังเรื่องนี้ ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ


ชีวิตคู่ผมกับแฟน เคยคุยกันไม่รู้เรื่อง ถึงขั้นไม่พูดกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว จำไม่ได้แล้วครับว่าโกรธกัน
ด้วยเรื่องอะไร โชคดีที่ผมเกิดมาจน อายุ 8-9 ขวบต้องรีดชุดนักเรียนของตัวเอง ล้างจาน กวาดบ้านถูบ้านทุกวัน
เมื่อไม่พูดกัน ผมก็ต้องหุงข้าว-ทำกับข้าวกินเอง ล้างจานเอง ซักเสื้อผ้า รีดผ้าเอง ค่ำ ๆ วันอาทิตย์ ชุดยูนิฟอร์ม
ของผม ที่สำหรับใส่ไปทำงาน 5 ชุด ก็เรียงแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าเรียบร้อย

ผมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทานข้าวทุกมื้อคนเดียวเงียบ ๆ ไม่บ่นไม่ว่าใคร เย็นวันที่ 4 พอผมทานข้าวมื้อเย็นเสร็จ
ยังไม่ทันได้เก็บชามจานไปล้าง เธอก็มานั่งน้ำตาคลออยู่ตรงหน้าผม อ้อนวอนขอร้องผมว่า อย่าทำแบบนี้กับเธอ
อีกเลย เธอทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ขอให้เธอได้ทำทุกอย่างแบบเดิมเถิด เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือใบหน้า
เศร้าเหมือนคนสิ้นหวัง

ผมมองจ้องตาเธอนิ่งสัก 4-5 วิ พูดกับเธอเรียบ ๆ สั้น ๆ ว่า.. "ก็ได้"   แล้วผมก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ

ทันทีที่ผมลุกขึ้นจากโต๊ะทานข้าว เธอก็กุลีกุจอหยิบจานชามที่ผมทาน
เก็บไปล้างทำด้วยสีหน้าแช่มชื่นอย่างเห็นได้ชัด
ผมเห็นกริยาเธอแล้ว ก็สะอื้นในอก

เกือบ 4 วันที่ผ่านมา
ผมทำให้ผู้หญิง ที่มีความสุขในการปรนนิบัติผม ต้องทุกข์ระทม
 
อยู่กินกันมา หก-เจ็ดปี
ผมเพิ่งรู้ว่าผมยิ่งกว่าคนตาบอด แม้ว่าสายตาจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้แจ่มชัด
แต่หัวใจของผมมันมืดบอดสนิท!
 
หนังเรื่องนี้ นางเอก Claire Forlani ตาเธอสวยมาก ๆ ดูจอใหญ่จะเห็นแววตาและอารมณ์ในสีหน้าของเธอ
ทำให้มีความรู้สึกคล้อยตามไปในบรรยากาศละมุนละไม อบอุ่นไอรัก ตามที่ผู้กำกับ และ นักแสดงต้องการให้เป็น
คำพูดของพระเอกในร้านกาแฟ น่าจะเป็นความต้องการของผู้ชายเกือบทั้งโลก
ผมเองก็โชคดีที่มีผู้หญิงแบบนั้นอยู่เคียงข้าง และเกือบจะสูญเสียเธอไป
โชคดีจริง ๆ ครับ ที่ผมไม่ได้เป็นดังคำกล่าว...

" เราจะรู้ว่าสิ่งนั้นมีค่า ก็.. ต่อเมื่อได้สูญเสียมันไปแล้ว "

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙


- ขอแนะนำหนัง Hi-Def คุณภาพ

Meet Joe Black - อลังการรักข้ามโลก

ประเภท - Drama | Fantasy | Mystery




" คุ้มค่าทุกนาที ตลอดสามชั่วโมงที่นั่งชมครับ "


บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2015, 08:24:10 pm »



นอกจากชุด

Mission Impossible
Die Hard
Rambo
Terminator
The Bourne
The Transporter



ขอแนะนำเรื่อง Action มันส์ ๆ ที่ไม่ควรพลาด...







ทุกเรื่อง ผมดูมากกว่า 3 ครั้ง ครับ



บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2015, 09:39:03 am »


และถ้าชอบเรื่องอาวุธปืนล่าสังหาร
อานุภาพการทำลายล้างตื่นตาตื่นใจ
 
ก็ไม่ควรพลาดเรื่องในตำนาน 3 เรื่องนี้


http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2012/01/X11552244/X11552244.html





ถึงแม้จะดูในโรง และดูในดีวีดีแล้วหลายครั้ง
เมื่อเป็นหนัง Hi-Def ก็ต้องยอมเสียเงินสั่งมาดูอีกครับ







บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2015, 11:13:41 am »



“ทอม แคลนซี” นักเขียนนิยายขายดี ที่ผลงานหลายเรื่องของเขาได้ถูกหยิบนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
ไม่ว่าจะเป็น The Hunt for Red October และ Patriot Games
ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 66 เมื่อวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2556 ที่โรงพยาบาลในบัลติมอร์
      
สำนักพิมพ์ ของ ทอม แคลนซี่ เป็นผู้ยืนยันข่าวดังกล่าวกับ New York Times
แม้โฆษกส่วนตัวของเขายังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของยอดนักเขียนชาวอเมริกันวัย 66 ปี
ตลอด 3 ทศวรรษในวงการวรรณกรรม และยอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม ทอม แคลนซี่ สร้างชื่อขึ้นมาในฐานะนักเขียนนิยาย
แนวระทึกขวัญที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง, การทหาร และความมั่นคง ที่เขาเขียนออกมาได้สนุกตื่นเต้น และน่าเชื่อถือ
แม้อันที่จริงแล้วเจ้าตัวจะไม่เคยทำงานด้านนี้เลยก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการทหาร
และทางความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยุทโธปกรณ์อันทันสมัย หรือการบรรยายภาพของเรือดำน้ำ และเครื่องบินรบรุ่นใหม่
ได้เหมือนรู้ข้อมูลเชิงลึก จนผลงานหลายเรื่องของเขาได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นทั้งภาพยนตร์ และวิดีโอเกมมากมาย
      
โธมัส ลีโอ แคลนซี จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 1947 ในบัลติมอร์ โดยเขาเริ่มต้นอาชีพนักเขียนด้วยนิยายเรื่อง
The Hunt for Red October (ล่าตุลาแดง) ในปี 1985 ที่เขาขายลิขสิทธิ์ให้กับสำนักพิมพ์ของสถาบันทหารเรือ
ด้วยจำนวนเงิน 5,000 เหรียญฯ หลังบรรณาธิการของสถาบันได้อ่านงานของ แคลนซี่ แล้วเกิดความประทับใจมาก ถึงกับกล่าวออกมาว่า
"เรากำลังจะมียอดนักเขียนขายดีคนใหม่เกิดขึ้น ถ้าไม่รีบคว้าหนังสือเล่มนี้เอาไว้ คนอื่นก็อาจจะได้ไป”
      
The Hunt for Red October เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการของซีไอเอหนุ่มที่ชื่อว่า แจ็ค ไรอัน
ที่ต่อมาได้กลายเป็นตัวละครดังในหมู่ผู้อ่าน เมื่อ แคลนซี เขียนเรื่องราวการทำงานของตัวละครตัวนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ ในผลงาน อาทิ
Patriot Games, Clear and Present Danger และ The Sum of All Fears เป็นต้น
      
แคลนซี ได้รับการยกย่องว่าสามารถหยิบเอาความเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคต่างๆ
มาเขียนถ่ายทอดในนิยายได้อย่างน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นในยุคสงครามเย็น จนถึงภัยก่อการร้ายจากตะวันออกกลาง
ตั้งแต่ ไรอัน เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ CIA จนผันตัวไปเล่นการเมือง และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ
      
โดยในปลายปีนี้นิยายที่ว่าด้วยเรื่องราวของ แจ็ค ไรอัน เล่มใหม่ที่ชื่อว่า Command Authority ก็กำลังจะได้ออกวางตลาดแล้ว
กับเรื่องราวที่ว่าด้วยการกลับมามีอำนาจของผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งในรัสเซีย จนกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ของสหรัฐฯ
ที่ประธานาธิบดี แจ็ค ไรอัน ต้องเข้ามาจัดการ
      
เรื่องราวของ แจ็ค ไรอัน ไม่ได้เพียงโลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษเท่านั้นแต่ยังเคยถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึง 4 เรื่อง
มีนักแสดง 3 คนที่เคยรับบทตัวละครตัวนี้ นับจาก อเล็ก บัลด์วิน, แฮร์ริสัน ฟอร์ด และ เบน เอฟเฟล็ค
      
ซึ่งล่าสุดได้มีการนำเรื่องราวของ แจ็ค ไรอัน กลับมาขึ้นจออีกครั้ง ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Jack Ryan: Shadow One
ที่คราวนี้ คริส ไพน์ จะมาสวมบทเป็นเจ้าหน้าที่ CIA คนเก่งในวัยหนุ่มแน่น โดยหนังได้ เคนเน็ธ บรานาห์ มารับหน้าที่กำกับ
และจะลงโรงฉายในปลายปีนี้เช่นเดียวกัน
      
จักรวาลของ ทอม แคลนซี ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่จอภาพยนตร์เท่านั้น แต่เขายังได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสตูดิโอผลิตวิดีโอเกม
ที่ชื่อว่า Red Storm Entertainment ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตวิดีโอเกมที่มีคุณภาพ และนำเสนอเรื่องราวทางการทหาร
ได้อย่างลุ่มลึกเหนือกว่าเกมแนวเดียวกันทั่วๆ ไป ทั้ง Rainbow Six ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเกมได้รับภารกิจของหน่วยพิเศษ
ตั้งแต่วางแผนจนถึงลงมือปฏิบัติการ ซึ่งที่มีออกมาให้เล่นกันถึง 18 ภาคด้วยกัน ส่วน Splinter Cell ที่มี UbiSoft เป็นผู้ผลิต
ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมแนวจารชนลอบเร้นที่ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน
      
ทอม แคลนซี่ ยังมีชื่อในฐานะนักเขียนหัวเอียงไปทางการเมืองฝั่งอนุรักษนิยม และออกหน้าสนับสนุนสมาพันธ์ปืนไรเฟิลแห่งชาติอย่างเปิดเผย
      
ครั้งหนึ่งเขายังเคยสร้างประเด็นถกเถียงขึ้นมา ในการให้ความเห็นว่ากลุ่มนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมคือผู้มีส่วนรับผิดชอบ
สำหรับการกดดันการทำงานของ CIA จนทำให้ไม่สามารถระวังป้องกันเหตุร้ายวันที่ 11 ก.ย. 2001 ได้อย่างทันท่วงที
“CIA โดนล้วงลูกจากพวกการเมืองฝั่งซ้ายที่ไม่ชอบงานราชการลับพวกนี้ ... ผลโดยอ้อมก็คือเราสูญเสียพลเมืองไป 5,000 คน”
เขากล่าวกับ บิล โอ'ไรลี ของ Fox News หลังสหรัฐฯ ถูกโจมตีเมื่อปี 2001

จาก.. ผจก.ออนไลน์


หนังจารกรรม การเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าชม
ลุ้นระทึกจนถึงนาทีสุดท้าย
จัดเรียงตามลำดับ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของ Jack Ryan ครับ






Jack Ryan 1 Jack Ryan Shadow Recruit แจ็ค ไรอัน สายลับไร้เงา (2014) [6.2] 1080p.105 min DTS 5.1 Thai





Jack Ryan 2 The Sum of all fears วิกฤตนิวเคลียร์ถล่มโลก (2002) [6.4] BluRay 1080p.124 min Thai





Jack Ryan 3 The Hunt For Red October ล่าตุลาแดง (1990) (1) [7.6] Full Rip 1080p.134 min DTS 5.1 Thai




 
Jack Ryan 4 Patriot Games เกมอำมหิตข้ามโลก (1992) [6.9] Bluray 1080p.117 min Thai





Jack Ryan 5 Clear And Present Danger แผนอันตรายข้ามโลก (1994) [6.8] 1080p.141 min Eng DTS Thai 5.1





>>>>>>>>>>>>>>>> ฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿ <<<<<<<<<<<<<<<<



บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2015, 08:16:14 am »



Review หนังคลาสสิก Amadeus 1984
ชีวประวัติ Mozart คีตกวีชื่อก้องโลก ผ่านสายตา
Salieri

Amadeus (1984)

Genre : Biography, Drama, Music

Director : Milos Forman
Original Stage Play : Peter Shaffer
Original Screenplay : Peter Shaffer



ผมดูฉบับ Director's Cut ความยาว 180 นาทีนะครับ ส่วนที่เพิ่มมา 20 นาทีตามนี้เลยครับ
http://movie-censorship.com/report.php?ID=2234

ต้องเกริ่นกันก่อนนะครับว่า ช่วงชีวิตของ Mozart คือปี ค.ศ. 1756 - 1791 เทียบง่าย ๆ ก็สมัยรัชกาลที่ 1
ดังนั้นเรื่องบุคลิกตัวตนเหตุการณ์ในหนังจึงเป็นการตีความของคนเขียนบทและผู้กำกับมากกว่าจะอ้างอิงเรื่องราวจริง ๆ
ก็คืออาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ผสมการตีความ อย่างตัวละครนำ Antonio Salieri ซึ่งเป็นคีตกวี
(หมายถึง ผู้ประพันธ์ดนตรี มักจะใช้เรียกผู้ที่แต่งและเรียบเรียงดนตรีบางประเภท โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก)
ก็ถูกตีความในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างไปในทางลบพอสมควร เพราะถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ Salieri กับ Mozart
มีความสนิทสนมกันพอสมควร และ Salieri เองก็เป็นครูสอนดนตรีให้กับลูกของ Mozart ด้วย
ในหนังก็แสดงให้เห็นถึงความสนิทกัน แต่เพิ่มการตีความแง่ความอิจฉาที่ Salieri มีต่อ Mozart เพิ่มเข้าไป

ก็ต้องบอกกันอีกครั้งว่านี่คือหนัง และหลายส่วนในหนังก็เป็นการตีความ บางอย่างก็ไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์
เช่นเรื่องคนรักของ Mozart กับจำนวนบุตร หรืออย่างบทประพันธ์เพลง Requiem บทสวดศพผลงานชิ้นสุดท้ายของ Mozart
ในหนังก็อิงจากหลักฐานเก่าตามบทละครว่า Salieri เป็นคนจ้าง Mozart แต่ต่อมามีหลักฐานที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าว่า
ขุนนาง Franz von Walsegg เป็นคนจ้างเพื่อใช้อาลัยในพิธีของภรรยา

พูดถึงตัวหนังกันบ้าง สิ่งแรกที่ผมขอชมเชยเป็นพิเศษคือวิธีการเล่าชีวประวัติของ Mozart โดยเลือกเล่าแบบ flashback
ผ่านสายตา Antonio Salieri (รับบทโดย F. Murray Abraham) เทคนิคนี้ทำให้ช่วงการเล่าอดีตสามารถเพิ่มเติม
การบรรยายความรู้สึกตัวละครโดยใช้เวลาปัจจุบันเป็นคนอธิบายความรู้สึกเวลานั้น เยี่ยมเลยครับ
หนังมาถูกทางแล้วที่ใช้วิธีนี้เล่าเรื่อง ผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยมมากครับ

พูดถึงเทคนิคที่ใช้ไปแล้ว ต่อมาคือการบรรจงตีความตัวละคร Antonio Salieri ซึ่งตามประวัติศาสตร์มีความสนิทสนมกับ Mozart
ให้ออกมาเป็นเชิงอิจฉาริษยา โกรธพระเจ้าที่ประทานพรสวรรค์ล้ำค่าให้ Mozart
(ชื่อหนัง Amadeus มาจากชื่อกลางของ Mozart แปลว่า for the love of God ผมจึงต้องขอชมการเลือกชื่อหนัง
และใช้ชื่อกลางของ Mozart เป็นอีกตัวนำเรื่องผ่านความอิจฉาของ Salieri)

ลับหลังคอยใช้อำนาจเล่นงานสกัดไม่ให้ Mozart รุ่งเรืองในอาชีพ แต่ทว่าลึก ๆ ในใจแล้ว Salieri ก็ยอมรับว่า Mozart คือสุดยอดคีตกวี
ตัวละครนี้ส่วนหนึ่งอิงเหตุการณ์จริงและเพิ่มการตีความเบื้องหลังเข้าไป ทำให้ Salieri เป็นตัวละครที่มีมิติน่าสนใจ

เช่นกันกับการตีความ Mozart ออกมาในเชิงตัวละครที่มีพรสวรรค์แต่กำเนิด หลงตัวเอง ทิฐิสูง ตลกแบบและดูเพี้ยน ๆ ในสายตาคนรอบข้าง
ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย มีมุมเจ้าชู้หน่อย ๆ ก็เป็นการตีความตัวละคร Mozart ได้น่าสนใจครับ

ประการถัดมาคือจังหวะการใส่ผลงานของ Mozart และการตีความถึงที่มาของอุปรากรบางเรื่องที่ถูกนำมาแสดงในหนัง
ใครอยากรู้ว่าบทประพันธ์ของ Mozart ชิ้นไหนถูกนำมาบรรเลงในหนังบ้างขออัญเชิญไปที่ IMDb หนังเรื่อง Amadeus ตรง FAQ ได้เลยครับ

ต่อมาอันนี้ต้องโคตรชมเชยเลยครับ ประทับใจมากคือเครื่องแต่งกายทั้งหลาย สวยสุดยอด อิงตามประวัติศาสตร์ด้วยและทำออกมาพิถีพิถันเนี๊ยบมาก
ชุดสตรีหลายชุดเอามาใส่ออกงานยุคนี้เก๋ ๆ ได้เลยด้วยครับ ฮ่า ๆ อีกอย่างที่ต้องชมควบคู่ไปด้วยเลยก็คืองานโปรดักชั่น สถานที่ถ่ายทำ
โดยเฉพาะฉากบ้านของ Mozart ในวัง โรงอุปรากร รวมถึงเวทีการแสดงอุปรากรตั้งหลายฉาก ทุ่มทุนสร้างอลังการงดงามประทับใจมากครับ

ชมเทคนิคการเล่าเรื่องแล้ว การตีความตัวละครแล้ว จังหวะการใส่ดนตรีแล้ว เครื่องแต่งกายกับโปรดักชั่นแล้ว ต่อมาขอพูดถึงบทหนังบ้างครับ
บทหนังใช้การเล่าเรื่องโดย Antonio Salieri ซึ่งเป็นตัวละครที่ทั้งริษยาและชื่นชม Mozart หนังก็โฟกัสช่วงชีวิต Mozart แค่ตอนอยู่ในเวียนนาครับ
การนำเสนอในหนังก็เป็นความสามารถของ Mozart ที่ดูจะล้ำหน้าและเก่งเกินยุคจนคนฟังตามไม่ทัน เช่นเรื่องการใช้ตัวโน้ตมากเกินไป
หรือการเลือกใช้ภาษาเยอรมันในอุปรากร หนังยังมีการตีความจุดที่ทำให้ Salieri อิจฉาและกลั่นแกล้ง Mozart ลับหลัง
มีหลายช่วงในหนังนำเสนออุปรากรโดย Mozart เรียกว่าแฟนดนตรีแค่ฟังเพลงก็อิ่มแล้วครับ

สุดท้ายที่ต้องพูดถึงคือการแสดงที่น่าจดจำของทั้ง F. Murray Abraham (บท Antonio Salieri) และ Tom Hulce (บท Mozart)
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าสองคนนี้เข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายเหมือนกัน แหม น่าจะให้นักแสดงนำชายร่วมกันซะเลย
ผมเองชอบการแสดงของ Tom Hulce มากกว่านิด ๆ เพราะดูเก่งผสมเพี้ยน แต่ F. Murray Abraham ก็มอบการแสดงชื่นชมต่อหน้าและ
ร้ายลับหลังได้อย่างยอดเยี่ยม คู่ควรออสการ์แหละครับ ใครได้ก็ไม่น่าเกลียด

Amadeus คว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 8 รางวัลครับ
ได้แก่ Best Picture, Best Director, Best Costume Design, Best Art Direction-Set Decoration,
Best Actor in a Leading Role, Best Writing Screenplay, Best Sound และ Best Makeup คู่ควรทุกรางวัลครับ

สุดยอดหนังคลาสสิก 8 รางวัลออสการ์ครับ
 
 
จากคุณ   : Nutonline  FriendFlock Bloggang
เขียนเมื่อ   : 12 ธ.ค. 55 19:47:40

****************************************************************




Amadeus นาฏกรรมความอิจฉา (1984) (8) [8.4] BluRay 1080p.180 min Eng DTS 5.1 Sub


สถาปัตยกรรมหลายฉาก ยอดเยี่ยมตืนตา
ชุดแต่งกาย สวยสดงดงามยิ่งใหญ่
ดนตรีประกอบไพเราะสุดบรรยาย

8 ตุ๊กตาทองรางวัลออสก้าร์ สมควรได้อย่างยิ่งครับ

บันทึกการเข้า
จิรศักดิ์
Flat TV member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2015, 12:12:49 pm »

นับถือ นับถือครับ ไม่เพียงแค่ชอบดู มีความสุขในการเสพ พิถีพิถ้นในการรับรู้ แล้วยังละเมียดละไมไม่รีบร้อนที่จะรู้ เก็บรายละเอียดได้เยี่มยอด ไม่เสียของ มีหนังดีๆที่แอบซ่อนอยู่อีกมากมาย ตอนเราเลือกซื้อมักเลือกเอาที่ตัวเองชอบ และที่เขาว่าดี ผมเลยซื้อมันดะหมดแล้วลองดู บางครั้งดูไปก็ขนลุกไป และคิดว่า เรานี่มันกบในกะลาแท้ๆ โลกของหนังนี่มันช่างกว้างไกล ในชีวิตนี้จะดูได้สักแค่ไหนนะ น่าเสียดายที่เริ่มเอาจริงช้าไปนิด แต่ก็น่าจะยังทัน สะสมvdoแล้วมาvdo hifi vcd dvd สุดท้ายนี้ก็Blueray vdo ทิ้งไปละเพราะขึ้นรา  vcdยกให้เขาไปหมด ตอนนี้เหลือdvd กับBlueray ไม่รู้จะเป็นอะไรอีก File หนังไม่ชอบ เคยลองอยู่พักหนึ่งก็หลายร้อยเรื่อง มันม่อิ่มกับกิเลสที่มี เลยเก็บแผ่นดีกว่า เล่าสู่กันอ่านนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักกันทางความรู้สึกนึกคิดครับ
บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2015, 02:48:39 pm »

นับถือ นับถือครับ ไม่เพียงแค่ชอบดู มีความสุขในการเสพ พิถีพิถ้นในการรับรู้ แล้วยังละเมียดละไมไม่รีบร้อนที่จะรู้ เก็บรายละเอียดได้เยี่มยอด ไม่เสียของ มีหนังดีๆที่แอบซ่อนอยู่อีกมากมาย ตอนเราเลือกซื้อมักเลือกเอาที่ตัวเองชอบ และที่เขาว่าดี ผมเลยซื้อมันดะหมดแล้วลองดู บางครั้งดูไปก็ขนลุกไป และคิดว่า เรานี่มันกบในกะลาแท้ๆ โลกของหนังนี่มันช่างกว้างไกล ในชีวิตนี้จะดูได้สักแค่ไหนนะ น่าเสียดายที่เริ่มเอาจริงช้าไปนิด แต่ก็น่าจะยังทัน สะสมvdoแล้วมาvdo hifi vcd dvd สุดท้ายนี้ก็Blueray vdo ทิ้งไปละเพราะขึ้นรา  vcdยกให้เขาไปหมด ตอนนี้เหลือdvd กับBlueray ไม่รู้จะเป็นอะไรอีก File หนังไม่ชอบ เคยลองอยู่พักหนึ่งก็หลายร้อยเรื่อง มันม่อิ่มกับกิเลสที่มี เลยเก็บแผ่นดีกว่า เล่าสู่กันอ่านนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักกันทางความรู้สึกนึกคิดครับ

ครับ แต่ละคนเริ่มต้นสัมผัสความบันเทิงบนแผ่นฟิล์มแตกต่างกันหลากหลาย

สำหรับผม..
ครั้งแรกในชีวิตเท่าที่จำได้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ภาพยนตร์ ..
- ดูหนังฝรั่งครั้งแรกในชีวิต
- เข้าโรงหนังชั้นหนึ่งครั้งแรกในชีวิต
- เสียเงินเข้าโรงหนังครั้งแรกในชีวิต
- โรงหนังชั้นหนึ่งจากความทรงจำ ที่เคยดูดเงินในกระเป๋าผม

ว่าง ๆ หายปวดหลังเมื่อไหร่ คงจะได้มีโอกาสเล่าสู่กันฟังครับ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ
เป็นกำลังใจให้ผู้โพสต์อย่างดีเยี่ยมเลยครับ


บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2015, 02:58:12 pm »


ถ้าจะกล่าวถึงดาราฮอลลีวูด
ที่ดูดเงินในกระเป๋าผมไปมากที่สุด..

ไม่ใช่คนอื่นไกล คนนี้ครับ



Clint Eastwood
Actor | Producer | Director


เรียกว่า.. ขอให้มีโอกาสได้เจอ
ไม่ว่าจะเจอในโรง ในวีดีโอ ในซีดี ในดีวีดี หรือในไฮ-เดฟ .. กระเป๋าเงินของผมต้องเบาขึ้นทุกครั้ง

ตอนที่ DVD เรื่อง คนกร้าวทะนงโลก (2008) ออกมาใหม่ ๆ ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องรีบหามาดูทันที
เมื่อได้ดูหนังจนจบ ก็คาดเดาในใจว่า หนังคุณภาพระดับนี้ น่าจะได้เรทจาก IMDb ไม่ควรต่ำกว่า 7.0
แต่พอไปเปิดเว็บ IMDb ดู กลับผิดคาดครับ .. ช่วงนั้น คนกร้าวทะนงโลก ได้เรทประมาณ 6. ต้น ๆ เอง
ผมเลยสรุปว่า หนังคงจะดุเดือดเลือดพล่านน้อยมาก ๆ ไปหน่อย คนดูคงจะผิดหวังลึก ๆ คะแนนที่ได้เลยน้อยไปนิด


และ พอพระเอกของผมหันไปกำกับการแสดงบ้าง.. ก็มีผลงานไม่เลวเลยนะครับ

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Academy Award for Best Director)
เฉพาะที่ได้ Academy Award เกิน 1 ตัว

John Ford ได้มากสุด ส่งเข้าชิง 5 ครั้ง ได้มา 4
William Wyler ส่งเข้าชิง 12 ครั้ง ได้มา 3
Frank Capra ส่งเข้าชิง 6 ครั้ง ได้มา 3
David Lean ส่งเข้าชิง 7 ครั้ง ได้มา 2
Steven Spielberg ส่งเข้าชิง 7 ครั้ง ได้มา 2


ที่ยกมากล่าว คือผู้กำกับดังในตำนานทั้งนั้นครับ ..

Clint Eastwood ส่งเข้าชิง 4 ครั้ง ได้มา 2
 
4 – John Ford (5)
3 – William Wyler (12)
3 – Frank Capra (6)
2 – Billy Wilder (8)
2 – David Lean (7)
2 – Steven Spielberg (7)
2 – Fred Zinnemann (7)
2 – Elia Kazan (5)
2 – George Stevens (5)
2 – Clint Eastwood (4)
2 – Frank Lloyd (4)
2 – Joseph L. Mankiewicz (4)
2 – Miloš Forman (3)
2 – Ang Lee (3)
2 – Leo McCarey (3)
2 – Lewis Milestone (3)
2 – Oliver Stone (3)
2 – Robert Wise (3)
2 – Frank Borzage (2)

และ


เมื่อดู Top 250 ของเว็บ IMDb

Director: Clint Eastwood ... ติดเข้ามา 4 เรื่อง ครับ
 
1992 Unforgiven ไถ่บาปด้วยบุญปืน (4) [8.3] BluRay 1080p.131 min Eng Thai 2.0
Mystic River ปมเลือดฝังแม่น้ำ (2003) [8.0] BluRay 1080p.138 min DTS 5.1 Thai  
2004 Million Dollar Baby เวทีแห่งฝัน วันแห่งศักดิ์ศรี (4) [8.1] BluRay Rip 720p.132 min Thai
Gran Torino คนกร้าวทะนงโลก (2008) [8.2] BluRay 1080p.117 min Eng DTS Thai 5.1



ตัวเลข ค.ศ. สีแดง คือหนังรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Picture)

หนัง Hi-Def ที่ทุกท่านไม่ควรพลาดครับ



บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2015, 07:22:48 pm »

ช่วงนี้มีหนังเข้าใหม่ที่สนุก น่าสนใจ ..
ลองอ่านความวิจารณ์ในเน็ตกันนะครับ




Everest/ไต่ฟ้าท้านรก ; (Baltasar Kormakur, 2015)
คะแนน : 9/10

ถ้าว่ากันตามตรงอิหนังเรื่องนี้มันก็คงจัดอยู่ในหมวด 'สารคดีมีเนื้อเรื่อง'
ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่งานภาพที่สวยงามที่ผสมผสานกับเพลงประกอบที่ค่อนข้างเข้าถึงผู้ชม
ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่า Everest ตอบโจทย์ของตัวเองได้ดีในการ 'พาคนดูไปไต่เขา'
ได้อย่างสมจริงสมจังและครบถ้วนไปด้วยเหตุและผล
ซึ่งผลออกมาคือมันทำให้คนดูเอ็นจอยและอินไปกับหนังได้

สิ่งดีงามข้อแรกที่ต้องพูดถึงคือการรักษาคอนเซปต์หลักของเรื่อง ที่เป็นการประชันกัน
ระหว่างธรรมชาติผู้ยิ่งใหญ่กับผู้ท้าชิงอย่างมนุษย์ตัวจ้อยดั่งที่ตัวละครพูดเกริ่นไว้ตอนต้นเรื่อง,
ซึ่งสิ่งที่ดีคือหนังก็เลือกที่จะดำเนินตัวเองไปตามเส้นเรื่องตรงนี้โดยไม่ต้องเติมแต่งด้วยภัยโง่ๆ
จากมนุษย์ด้วยกันเองเหมือนหนังภัยพิบัติเรื่องอื่น
ราวกับจะกล่าวว่า 'ลำพังแค่ต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติก็ยากพอแล้ว'

ซึ่งเมื่อมาประจวบกับงานภาพที่สวยงามที่พาเราไปเยือน 'เอเวอเรสต์'
ที่โคตรจะยิ่งใหญ่และงดงามจนเผลอกลั้นลมหายใจ
ก็ช่วยชี้นำให้เราเข้าใจถึงแรงจูงใจของเหล่าตัวละครหลักทั้งหลาย
ว่าทำไมเขาถึงยึดติดกับ 'การพิชิตอดเขา' ขนาดนั้น

ตัวหนังจะพาเราเข้าไปเผชิญกับสภาพบรรยากาศที่โหดร้ายบนเทือกเขาที่ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในโลก
ซึ่งมีอากาศหายใจที่เบาบางและอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
เฉกเช่นเดียวกับธีมหนังที่จะให้อารมณ์น่าอึดอัด,หายใจลำบาก และโหดร้ายกับคนดูอย่างเราเหลือเกิน
ซึ่งในส่วนนี้ก็ช่วยรักษาอารมณ์ร่วมของคนดูได้อย่างดี

ที่สำคัญคือในช่วงวิกฤตตอนปลายของหนังนั้นจะไม่ประนีประนอม
ให้คนดูได้พักลุ้นเลยเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง (สาบานว่าลุ้นมาก เผลอกลั้นหายใจตามหลายครั้ง)

อย่างไรก็ตามตัวหนังเองก็ไม่ได้แฝงข้อความใหญ่โตอะไรให้คนดู แต่เลือกที่จะ 'เล่าเรื่อง'
ที่จะต้องเผชิญของนักพิชิตยอดเขาเสียมากกว่า ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับความบันเทิง
จากงานภาพที่สวยงามกับเนื้อหาที่เข้มข้น ยิ่งมาทราบทีหลังว่าหนัง based on true story
ยิ่งทำให้ตัวหนังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปอีก สำคัญคือทีมนักแสดงฟอร์มยักษ์
ที่เรียงแถวเข้ามาให้เราได้ชื่นชมฝีมือการแสดงกันอย่างครบถ้วน โดยรวมถือว่าคุ้มค่าแล้ว

อย่าลืมหาโรงจอใหญ่ๆดูกันล่ะแกรร

ขอเชิญติดตามรีวิว/ข่าวสารและร่วมกันพูดคุยเรื่องหนังได้ที่เพจครับ
: https://www.facebook.com/expensivemovie



Everest ไต่ฟ้าท้านรก (2015) [7.2] 1080p.121 min Eng AAC Thai Dolby 2.0

YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

Fifty Shades of Grey ฟิฟตี้ เชดส์ ออฟ เกรย์ (2015)

เรื่องราวของสาวหนุ่มที่เจอกันในออฟฟิศ
แล้วค่อยสานต่อเป็นเรื่องความรักปนเซ็กส์ที่ออกจะเกินคนปกติไปเสียหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง
หนังนำแสดงโดยสองดารานำชายหญิงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์พอจะสะกดคนดูได้อย่างอยู่หมัด
จากนวนิยายระดับขายดีของนักเขียนนาม E.L. James ที่เขียนออกมาเป็นเซ็ต
ผ่านการเขียนบทโดย Kelly Marcel
ก่อนจะมาถึงมือผู้กำกับหญิงอย่าง Sam Taylor-Johnson

เรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่นอย่าง แอนัสตาเซีย สตีล (Dakota Johnson)
ที่บังเอิญได้เข้าไปสัมภาษณ์อย่าง คุณคริสเตียน เกรย์ (Jamie Dornan)
นักธุรกิจเศรษฐีหนุ่มรูปงามที่สาวๆ เฝ้าใฝ่ฝัน
โดยไม่รู้เลยว่าเขามีรสนิยมทางเพศที่เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร
และเพียงในครั้งที่ประสบพบหน้าตา แอนา นางเอกของเขาก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง

แล้วที่เหลือเขาและเธอก็เริ่มความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน

คัดบางตอนจากคุณ -djP@T- ..



Fifty Shades of Grey ฟิฟตี้ เชดส์ ออฟ เกรย์ (2015) [4.2] 1080p.125 min DTS AAC Thai 2.0 uncensor 18+

AAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAA


Minions เป็นตัวละครสีเหลืองตัวเล็กๆจากหนังอนิเมชั่นเรื่อง Despicable Me ทั้งสองภาค
ซึ่งหลังหนังออกฉายปรากฏว่าพวกมันกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก
มีสินค้าลายและรูปมินเนี่ยนออกมามากมาย จนค่าย อิลลูมิเนชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์
ต้องรีบทำภาพยนตร์ภาคแยกที่เป็นเรื่องราวเฉพาะของเหล่าสิ่งมีชีวิตจอมกวนออกมา

หนังเล่าถึงที่มาของฝูงมินเนี่ยนตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ความสุขของพวกเขาคือการได้มีเจ้านายตัวร้ายสุดโหด
ทว่ามินเนี่ยนก็โชคร้ายออกแนวเข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด
ตลอดเวลาหลายพันปีเจ้าตัวเหลืองจึงต้องเปลี่ยนเจ้านายครั้งแล้วครั้งเล่า
ท้ายสุดฝูงมินเนี่ยนเลยโซซัดโซเซไปใช้ชีวิตอยู่ในถํ้าหิมะ

ต่อมา ชีวิตที่ไร้เจ้านายของ มินเนี่ยน ก็เริ่มเหี่ยวเฉา เควิน สตวร์ท และ บ็อบ
จึงเสนอตัวออกมาผจญภัยในโลกกว้างอีกครั้งเพื่อตามหาเจ้านายคนใหม่
แก๊ง3 ตัวเหลืองรอนแรมข้ามทวีปจนได้ไปพบกับ สกาเล็ท โอเวอร์คิล วายร้ายสาวเบอร์1ของโลก
เธอรับมินเนี่ยนมาเป็นลูกน้องโดยมอบหมายภารกิจให้พวกเขาขโมยมงกุฏจากราชินีแห่งประเทศอังกฤษ

Minions เป็นภาพยนตร์ตลกที่ดูกันได้ทั้งครอบครัว แต่เนื้อหาค่อนข้างออกไปทางเด็ก
เช่นเดียวกับมุขตลกต่างๆที่ค่อนข้างใสๆ เมื่อเทียบกันแล้ว
Despicable Me จึงมีความเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก
จุดเด่นของหนังคือการขายคาแร็กเตอร์ของเหล่าตัวละครมินเนี่ยน
ซึ่งผู้กำกับก็ใช้ความน่ารักของพวกเขาได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากเราจะได้รู้ที่มาที่ไปของมินเนี่ยนแล้ว ยังได้ทำความรู้จักกับภาษาของพวกเขา
และเมื่อเจ้าตัวเหลืองออกมาร้องเพลงก็ยิ่งน่ารักน่าชังเข้าไปใหญ่ การถ่ายทอดภาพสวยงามดี
พล็อตไม่ซับซ้อน เดินเรื่องง่ายๆเอาใจน้องๆหนูๆ มีการล้อเลียนวัฒนธรรมอังกฤษนิดหน่อย
โดยรวมทำได้ดีกว่า Penguins of Madagascar
หนังแนวขายคาแร็กเตอร์เหมือนกันที่แยกออกมาจากอนิเเมชั่นชุด Madagascar

ตัวละคร บ็อบ น่ารักมาก บุคลิกบ้องแบ๊วครองใจผู้ชม ส่วน สตวร์ท น่าจะได้รับความนิยมรองมา
ด้วยความกวนแบบเต็มขั้น ขณะที่ เควิน เป็นตัวเดินเรื่องหลัก บทบาทเยอะ มีความเป็นผู้ใหญ่
จึงดูแตกต่างและโดดเด่นกว่ามินเนี่ยนอื่นๆ คล้ายกับเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่ จ่าฝูงก็ไม่เชิง
เรียกว่าพี่ใหญ่ละกัน เนื่องจากพวกเขาอยู่กันแบบเป็นครอบครัวตัวเหลืองที่อบอุ่น
ฉากที่ เควิน เอานํ้าลายป้ายรอยเปื้อนบนแก้มของ บ็อบ สร้างความประทับใจเล็กๆให้คนดู

Minions เป็นอนิเมชั่นที่สนุกสนาน ดูได้เพลินๆ ใครเป็นแฟนคลับของเจ้าตัวเหลืองคงชอบ
เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเซอร์วิสสาวกมินเนี่ยนโดยตรง
ส่วนตัวขอยกให้ มินเนี่ยน เป็นคาแร็กเตอร์ออฟเดอะเยียร์

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

เครดิต https://www.facebook.com/cyberbirdmovie




Minions มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด ภาคแยก (2015) [6.5] 1080p.91 min DTS 5.1 Thai 5.1

HHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHH


หลังจากที่หนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ที่ฉายเมื่อปี 2009 ทำให้ผมคิดว่ามันคงเป็นจุดสูงสุดของหนังแนวนี้แล้วล่ะ
แต่เหมือนว่าทางผู้สร้างก็ยังคงมีมุกแนวคิดสร้างหนังแนวนี้ตลอด เพราะเมื่อปีที่แล้วก็มีหนังภัยพิบัติ อีก 2 เรื่อง
ที่เข้าฉายก่อนหน้านี้อย่าง Pompeii และ Into the Storm และต่อมาในปี 2015 นี้
ก็มีหนังภัยพิบัติฟอร์มใหญ่อย่าง San Andreas มหาวินาศแผ่นดินแยก ที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา

- San Andreas เป็นชื่อรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่ยังมีพลังอยู่บริเวณทางตะวันตกของประเทศ สหรัฐอเมริกา
พาดผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งซานดิเอโก ลอสแองเจอลิส จนถึง ซานฟรานซิสโก  
หนังเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ระทึกเล็กๆ ที่เผยตัวละครหลักของเรื่องอย่าง เรย์ (เดอะร็อค)
หัวหน้าชุดหน่วยกู้ภัยและตัวละครอื่นๆ ซึ่งดูกระชับไม่ยืดยาวจนเกินไป
หนังเผยเห็นปมหลักของตัวละคร เรย์ กับ เอมม่า(คูจิโน่) ที่มีความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีต

- ฉากแผ่นดินไหว สำหรับคนที่ชอบแนวเอฟเฟคอลังการ
ผมบอกเลยว่า ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะแต่ละฉากทำได้สมจริงและดูน่ากลัว  
มันให้ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังนั้น  สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต  
ในหนังตัวละคร เรย์ หลังจากช่วย เอมม่าที่ประสบเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ใน ลอสแองเจอลิส
ทั้งคู่รู้ว่า ลูกสาวของพวกเขาก็กำลังเจอแผ่นดินไหวที่ ซานฟรานซิสโก เช่นกัน

- ในแง่วิทยาศาสตร์ หนังแนวภัยพิบัติทุกเรื่องมักจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
San Andreas ก็เช่นกัน ซึ่งการพูดถึงหลักวิทยาศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ยัดเยียดจนเกินไป

- ฉากที่ประทับใจ ฉากที่ผมประทับใจคือ ฉากเรือหลายๆ ลำรวมถึง เรือของเรย์ กับ เอมม่า
ที่กำลังขับฝ่าคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้ามา มันทำให้รู้สึกว่าทุกคนกำลังร่วมชะตาเดียวกัน

- ฉากการเอาตัวรอด ใน San Andreas เราไม่ได้เห็นแค่พระเอกที่ต้องเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว
เราเห็นตัวละครทั้งหมดที่ต้องเจอกับภัยพิบัติร้ายแรง ตั้งแต่พระเอก ลูกพระเอก กลุ่มดอกเตอร์
จนถึงตัวละครชาวเมืองทั้งหมดที่ประสบกับหายนะ มันสะท้อนให้เห็นว่าตัวละครสามารถตายได้เสมอ
ซึ่งในหนัง 2012 นั้นเจาะเฉพาะกลุ่มพระเอกอย่างเดียว  
ใน San Andreas มีการสอดแทรกความรู้ในการเอาตัวรอดไว้ด้วย

สรุป เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงอีกเรื่องหนึ่ง หากเป็นคอหนังแนวหายนะ ภัยพิบัติ ก็แนะนำครับ  
       คะแนน 8/10 เพราะบางฉากดูขัดตาเกิน บางฉากก็บังเอิญอย่างเหลือเชื่อ
 
สมาชิกหมายเลข 2169420




San Andreas มหาวินาศแผ่นดินแยก (2015) [6.2] 1080p.114 min DTS 5.1 Thai 5.1

TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT


The Age of Adaline

          เป็นเรื่องราวของ 'อดาไลน์ โบว์แมน' หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งผู้ใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป
วันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่ธรรมดาก็เกิดขึ้นกับนาง
นางประสบอุบัติเหตุ ขับรถตกข้างทางและโดนฟ้าผ่า
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้'อายุ'ของอดาไลน์ไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย พูดง่ายๆคือนางไม่แก่ลงตามวัย ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้
ชีวิตของนางต่อจากนั้นจึงยากขึ้น นางต้องเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และภาพลักษณ์ทุกๆ 10 ปี และบอกความลับนี้ให้กับใครไม่ได้นอกจากลูก

          ชื่นชมการตัดต่อที่ไม่เรียงลำดับเวลาแบบเป็นเส้นตรง เพราะหากทำอย่างนั้น หนังจะขาดเสน่ห์และความน่าติดตาม อาจทำให้คนดูหลับได้
การตัดต่อแบบนี้ก็เหมือนการรู้จักคนๆนึง เราเรียนรู้ลักษณะทางกายภาพและนิสัยพื้นฐานของเขา แต่เราไม่รู้ว่าปมในอดีตของเขาเป็นมาอย่างไร
ยื่งเราสนิทกับเขามากขึ้นเท่าไหร่ ปมต่างๆก็จะโผล่ออกมาให้เรารู้เท่านั้น

          สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อเป็นหลักคือเรื่อง"ความรัก" ว่าถ้าเรารักใครสักคนนึงมากๆ แต่กลับบอกความลับอะไรบางอย่างกับเขาไม่ได้
และเขาก็ใคร่อยากรู้ความลับนั้น เราจะเลือก play safe โดยการเดินจากไป หรือจะอยู่และบอกความจริงกับเขา

          ตัวหนังมีข้อดีด้านการนำเสนอ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้เลิศเลออะไรนักเมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นที่อยู่ในระดับสูง  
'The Age of Adaline' เพียงแค่ให้ความบันเทิงกับคนดูในระดับพื้นๆเท่านั้น

          หนังมีข้อเสียด้านการกำกับภาพ (ถ่ายภาพ) มุมกล้องบางมุมออกมาแล้วทำให้อดาไลน์ดูสวย แต่บางมุมก็ดูธรรมดา
ซึ่งผมว่าหากทำให้ดีกว่านี้ หนังจะดูมีราคามาก

การแต่งหน้าตัวละคร ก็คล้ายกับการกำกับภาพ (บางมุมก็ดี บางมุมก็เฉยๆ)

          แต่เหตุผลที่ทำให้คุณควรไปดูหนังเรื่องนี้อยู่ดี ก็คือการแสดง...
- Blake Lively (อดาไลน์) นางเข้าใจคาแรกเตอร์ของอดาไลน์และถ่ายทอดออกมาได้เป็นธรรมชาติ
- Michiel Huisman (เอลลิส) อันนี้ความเห็นจากเพื่อนครับ เพื่อนบอกว่าเขาหล่อมากกก ฉากถอดเสื้อนี่แทบจะจิกแขนคนข้างๆ (แต่ผมว่าธรรมดา 55555)
- Ellen Burstyn (ลูกอดาไลน์ตอนแก่) นางมีมาตรฐานการแสดงมาดีอยู่แล้วและดูช่ำชองในบทนี้เป็นพิเศษ
  เพราะนางก็คือคนที่เล่นเป็นเมิร์ฟวัยชราใน Interstellar (ประเภทลูกแก่แม่เด็ก นางถนัด 555)
- แต่คนที่ผมชอบที่สุดในเรื่องคือ Harrison Ford (พ่อเอลลิส)
เขาดูเป็นผู้ชายหลากอารมณ์ อยู่กับครอบครัวก็เล่นๆ อยู่กับเมียก็พูดจาปากหวาน (555) อยู่กับอดาไลน์ก็...
(อันนี้ต้องไปดูกันเองครับ เพราะตัวละครนี้มีความสำคัญต่ออดาไลน์มาก)

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามา... The Age of Adaline เป็นหนังที่ผมชอบ
เพียงแต่ไม่ได้ชอบมาก ส่วนตัวแนะนำให้ลองไปรับชมกันดูครับจะได้รู้ว่าหนังประเภทนี้ถูกโฉลกกับเราแค่ไหน

7/10
==========
http://www.facebook.com/movieaddictman
ติดตามเพจได้นะคร้าบ




The Age of Adaline หยุดเวลา รอปาฏิหาริย์รัก (2015) [7.2] 1080p.112 min DTS 5.1 Thai 5.1

ZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2015, 09:27:28 pm โดย Yahtzee » บันทึกการเข้า
samran1892
LCD TV member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 95


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2015, 01:01:27 am »

สุดยอดครับ  Yes Yes ปลื้ม ปลื้ม ปลื้ม
บันทึกการเข้า
จิรศักดิ์
Flat TV member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2015, 02:19:32 pm »

ตามอยู่ครับ
บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2015, 07:47:45 am »


+++ The Bridges .. มาดูสุดยอดสะพานที่น่าทึ่งกัน +++

Langkawi Sky-Bridge ...... หนึ่งในสะพานแขวนด้วยเสาต้นเดียวที่สูงที่สุดในโลก

สถานที่ : จุดที่สูงที่สุดบนเขาอายุ 500 ล้านปี Mount Mat Cincang ลังกาวี, มาเลเซีย

สถิติ : สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 ฟุต ความยาว 410 ฟุต

สะพานแขวนพระจันทร์เสี้ยวสำหรับคนเดิน
สร้างขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะลังกาวี และทะเลอันดามันได้ 360 องศา
มีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเปิดให้บริการในปี 2005



สามารถขึ้นไปที่สะพานได้โดยนั่ง Cable car เพียง 15 นาที จาก Oriental Village mall complex


YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY


Hangzhou Bay Bridge ....... สะพานข้ามมหาสมุทรที่ยาวที่สุดในโลก

สถานที่ : Hangzhou Bay ทะเลจีนตะวันออก สามเหลี่ยมแม่น้ำแยงซีเกียง

สถิติ : ความยาว 22 ไมล์

คลื่นที่สูงถึง 25 ฟุต และความเร็วที่เข้ากระทบฝั่ง 19 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาเกือบทศวรรษ
ก่อนที่จะออกแบบ การก่อสร้างใช้เวลาเกือบ 5 ปี ปัจจุบันสะพานรูปตัว S นี้เปิดให้บริการกับสาธารณะมา
ตั้งแต่พฤษภาคม 2008 เพื่อเป็นเส้นทางระหว่างเซี่ยงไฮ้และหนิงปอ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการเดินทาง
ได้สองชั่วโมง และในไม่ช้า



บนสะพานจะมีการให้บริการเติมน้ำมัน ของกินง่ายๆ หรือแม้แต่ที่พักถ้าต้องการ


AAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAA


Leonardo’s Bridge  ......... ออกแบบโดย Leonardo da Vinci ในปี 1502
และสร้างโดย Vebjorn Sand ในปี 2001

สถานที่ : สะพานโค้งสำหรับคนเดินและจักรยานใน Akershus ประเทศนอร์เวย์
แต่ดาวินชีออกแบบให้เป็นสะพาน (ตั้งชื่อว่า Golden Horn Bridge)
เพื่อข้ามทางน้ำไปคอนสแตนติโนเปิลตะวันออกให้กับสุลต่านบาจาเซทที่ 2

สถิติ : สะพานได้ถูกลดขนาดลงจากที่ดาวินชีได้ออกแบบไว้
สะพานของ Sand ยาว 360 ฟุต และสูงจากพื้น 19 ฟุต
(ซึ่งของเดิมที่ออกแบบไว้ใหญ่กว่ามาก มีความยาวถึง 1,080 ฟุต และสูง 120 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล)

สะพานแห่งนี้ได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดาวินชีว่า
เป็นโครงการทางวิศวกรรมแรกในประวัติศาสตร์ที่มีรากฐานมาจากการออกแบบของดาวินชี
เมื่อ Vebjorn Sand ได้เห็นสมุดวาดภาพเล็กๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมุดหลายๆเล่มของดาวินชี
ซึ่งหากไม่มีเขาความคิดเหล่านั้นก็คงเป็นเพียงจินตนาการ  ดังนั้น Sand ได้เสนอการคำนวนทางคณิตศาสตร์
และออกแบบอันยอดเยี่ยมนั้น ไปยัง Norwegian Public Roads Administration

ปัจจุบันโครงสร้างไม้ขนาดย่อส่วนลง (ดาวินชีต้องการให้เป็นหิน) อยู่ใกล้กับเมืองออสโล
นับเป็นที่แรกของสะพานลีโอนาโดหลายๆแห่งทั่วโลก ซึ่งได้ออกแบบไว้แล้วอีกสองเวอร์ชั่น
ซึ่งที่หนึ่งจะสร้างบนน้ำแข็งในแอนตาร์กติกา และอีกแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน โดย Sand
และทีมงานของเขาวางแผนที่จะสร้างสะพานคล้ายๆกันนี้อีก



ในโอเดสซี เท็กซัส, คารุอิซาวา ญี่ปุ่น, และอีสตันบูล ตุรกี


HHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHH


The Bosphorus Bridge ....... สะพานแขวนที่เชื่อมสองทวีป

สถานที่ : ช่องแคบบอสฟอรัส อีสตันบูล ประเทศตุรกี

สถิติ : ยาว 4,954 ฟุต 210 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

สร้างเสร็จในปี 1973 ถือเป็นสะพานแขวนแห่งเดียวในโลกที่เชื่อมระหว่างสองทวีป (ยุโรปและเอเชีย)
เมื่อ 490 ปีก่อนคริสต์กาลถูกเชื่อมด้วยกองทัพเรือ จึงได้มีการปรึกษาการสร้างสะพานในปี 1900
และอีกครั้งในปี 1931 โดย Nuri Demirag สถาปนิกที่สร้างโรงงานเครื่องบินแห่งแรกในตุรกี
สุดท้ายจึงได้ข้อตกลงในปี 1967 และสร้างเสร็จในอีกหกปีต่อมา

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2005 ได้มีการจัดแข่งขันเทนนิส
ระหว่าง Venus Williams และ Ipek Senoglu ชาวตุรกี


 
เป็นครั้งแรกที่ใช้ที่นี่จัดการแข่งขันระหว่างสองทวีป


TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT


Gateshead Millennium Bridge ......
สะพานแห่งแรกของโลกที่ใช้กลไกและความโค้งเพื่อสร้างทางเข้าออกให้เรือสามารถผ่านได้

สถานที่ : แม่น้ำไทน์ฝั่งใต้ของ อังกฤษ ระหว่าง Gateshead และ Newcastle

สถิติ : กว้าง 413 ฟุต สูง 164 ฟุตเมื่อเปิด

ควบคุมโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์และจอมอนิเตอร์ 8 จอ มีกำลังแรงม้ามากกว่า Lamborghini Diablo
สะพานโค้งนี้ใช้สำหรับคนเดินและจักรยานเมื่อเปิดแกนหมุนจะยกให้สูงเหนือน้ำ 164 ฟุตหากมีเรือต้องการจะผ่าน
หากต้องการชมการเปิดปิดของสะพานจะมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวันในตอนเที่ยง

สะพานแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 2001 หลังจากการประกวดการออกแบบได้เพิ่มเส้นสายความโค้งอันน่าประทับใจลงไป
สุดท้านสะพานถูกยกมาที่แม่น้ำไทน์ด้วยเครนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (ใช้เรือบรรทุกขนาด 10,560 ตัน สูงกว่า Big Ben)
สะพานมีระบบรักษาความสะอาดตัวเอง



ในแต่ละครั้งที่สะพานเปิด ขยะจะกลิ้งลงไปในช่องพิเศษ ซึ่งทำให้ขยะไม่ตกลงไปในแม่น้ำ


ZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZ


Royal Gorge Bridge ...... สะพานแขวนที่สูงที่สุดใน USA

สถานที่ : Royal Gorge, โคโรราโด เหนือแม่น้ำอาร์คันซอส์

สถิติ : 1,053 ฟุต เหนือ Gorge ยาว 1,260 ฟุต

สร้างในปี 1929 ในระยะเวลา 6 เดือน โดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ สะพานที่มีโครงสร้างที่น่าประทับใจ
เส้นสายที่เชื่อมกันข้างล่างของ gorge และดึงหินแกรนิตจากแคนยอนเมื่อลมพัด

ในปี 1982 สะพานได้ปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มสายเคเบิลเพื่อให้ทนต่อลมแรง Peggy Gair
ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Royal Gorge Bridge and Park กล่าวว่า
แค่มองลงไปข้างล่างที่ความสูงกว่า 1,000 ฟุตมันยังไม่น่ากลัวเท่าเมื่อสะพานขยับ
สะพานจะโค้งและแกว่งเล็กน้อย



แต่เพราะความยืดหยุ่นของสะพานทำให้มันแข็งแรง


EEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEE


Millau Viaduct ..... สะพานสำหรับยานพาหนะที่สูงที่สุดในโลก

สถานที่ : ทางข้าม Tarn Valley ในเมือง Massif Central ใกล้ๆ กับ Millau ทางใต้ของ ฝรั่งเศส

สถิติ : ยาว 8,100 ฟุต (เกือบสองไมล์) รถเดินทางบนความสูง 885 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
แต่จุดที่สูงที่สุดของสะพานคือ 1,125 ฟุต



เปิดในปี 2004 ถูกออกแบบตามความอ่อนช้อยของผีเสื้อโดย Norman Foster
เสาสะพานเป็นรูปสามเหลี่ยมทั้งเจ็ดรับน้ำหนักสะพานเหล็ก 79,366 ปอนด์
จุดที่สูงที่สุดสูงกว่าหอไอเฟล เป็นสะพานสำหรับยานพาหนะที่สูงที่สุดในโลก
จุดชมวิวที่ดีที่สุดต้องอยู่นอกรถ





ซึ่งออกแบบให้มีจุดชมวิวที่ทางออกที่ 45 ถนนสาย A75


EEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEE


Ponte dei Sospiri (the Bridge of Sighs) .... สะพานที่ดราม่าที่สุดในโลก

สถานที่ : Rio di Palazzo เวนิซ

สถิติ : สร้างในช่วงต้นปี 1600 ในแบบบาโรค สะพานเชื่อมระว่าง Doge’s Palace กับที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคุก

ในสมัยนั้นใครก็ตามที่ข้ามสะพานสีขาวในช่วงศตวรรษที่ 17 คงเป็นการผ่านที่เศร้ามาก
เพราะพวกเขาจะได้ผ่านที่นี่เพียงแค่ครั้งเดียว สะพานนี้เชื่อมระหว่างคุกและห้องสืบสวนใน Doge’s Palace
ที่สะพานจะมีหน้าต่างเล็กๆไว้ให้กับนักโทษได้มองเห็นทิวทัศน์ภายนอกเป็นครั้งสุดท้าย

แต่ในความเป็นจริงแล้วคุกนั้นเป็นคุกสำหรับนักโทษที่ทำความผิดในคดีเล็กน้อยที่มีโทษไม่ถึงประหารชีวิต

ชื่อ “Bridge of Sighs” มาจากบทกวีของ Lord Byron ปัจจุบันสะพานมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
ไม่ได้มีไว้ใช้อย่างในบทกวี



เชื่อกันว่าคู่รักที่จูบกันที่ใต้สะพานตอนพระอาทิตย์ตกจะมีรักที่เป็นนิรันดร์


HHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHHH


Khaju Bridge ......... หนึ่งในสะพานอเนกประสงค์ที่เยี่ยมที่สุดในโลก

สถานที่ : บนแม่น้ำ Zayandeh เมือง Isfahan ประเทศอิหร่าน

สถิติ : ยาว 344 ฟุต กว้าง 45 ฟุต 23 ประตูโค้ง

ด้านข้างเป็นหิน ภายนอกตกแต่งด้วยกระเบื้องสีสด ภายในมีภาพวาดแบบศตวรรษที่ 17
ที่เป็นที่น่าสังเกตคือสะพานนี้มี 3 หน้าที่ คือ เป็นทางผ่าน, เขื่อน และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
โครงสร้างสองชั้นแต่เดิมเมื่อปี 1650 เป็นเขื่อน ส่วนชั้นบนเป็นคล้ายบ้านที่คนจะมาดื่มชาและพบปะสังสรรกัน



เป็นจุดที่นักร้องและนักดนตรีพื้นบ้านนิยมมารวมตัวกันในคืนวันศุกร์


IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII


Alamillo Bridge ...... หนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในโลก

สถานที่ : สะพานข้ามแม่น้ำ Guadalquivir เมือง Seville ประเทศสเปน

สถิติ : ยาว 820 ฟุต สูง 465 ฟุต

สร้างในปี 1992 โดยสถาปนิกชื่อ Santiago Calatrava โดยในครั้งแรกออกแบบให้เหมือนฮาร์ฟ
ความเอียงของเสาตรงกลางทำมุม 58 องศา ทำให้สมดุล
 
Calatrava จึงกลายเป็นผู้นำในการพัฒนาการออกแบบสะพาน
(งานอื่นๆ เช่น Milwaukee Art Museum และ Tenerife Opera House)



สุดท้ายขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.mundoyo.com/Journal/?j=452 และภาพจาก Google ครับ .....


DDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDD


The Storseisundet Bridge ...... สะพานแห่งภาพลวงตา

The Storseisundet Bridge ตั้งอยู่ทาง ตะวันตกของอ่าวนอร์เวย์ (west coast of Norway)
บนถนนดิแอตแลนติก (The Atlantic Road หรือ the Atlanterhavsveien) ใน ประเทศนอร์เวย์

ดิแอตแลนติก เป็นถนนที่มีความยาว 8.274 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างเมือง Averoy กับแผ่นดินใหญ่ของนอร์เวย์
โดยถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยสะพาน 8 แห่ง ที่ทำให้ที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะแก่งเป็นช่วงๆ

สะพานแห่งนี้ก่อสร้างในปี 2005 และกลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่เหล่านักท่องเที่ยวจะต้องมาถ่ายภาพซักครั้งหนึ่ง
และสะพานแห่งนี้ก็มักจะปรากฏในภาพยนต์โฆษณาบ่อยๆ เนื่องจากรูปลักษณะที่แปลกไม่เหมือนใคร



สะพานแห่งนี้เป็นสะพานแบบที่เรียกว่า สะพานยืน (cantilever bridge
คือสะพานที่จะมีฐานรองรับหลักอยู่ที่คอสะพานแต่ละด้านเป็นอิสระต่อกัน และทำการก่อสร้างยืนแขนของสะพานแต่ละด้าน
ไปบรรจบกันตรงกลางโดยทางทฤษฏีสะพานสามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกันตรงกลาง)
โดยส่วนยื่นที่ยาวที่สุดที่ปราศจากสิ่งค้ำยันมีความยาว 260 เมตร ยกตัวสูงจากทะเล 23 เมตร

ส่วนคำถามว่าทำไมมันถึงบิดโค้งขออย่างนี้เพื่ออะไร สาเหตุเนื่องจากบริเวณเกาะแก่งตามธรรมชาติที่เป็นฐานของสะพาน
มีลักษณะสลับไปมาไม่เป็นเส้นตรง การสร้างสะพานเชื่อมจึงต้องบิดโค้งไปหาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่กว่าการเอียง
ไปหาเป็นเส้นตรง และเพื่อให้ได้เส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง



ภาพสะพานทั้งหมดจะเห็นว่ามันโค้งบิดงอ ทำให้เมื่อมองจากบางมุมทำดูเหมือนมันขาด


EEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEEE


Oresund Bridge ...... สะพานสร้างเชื่อมระหว่าง ประเทศเดนมาร์ก และ ประเทศสวีเดน
 
เปิดใช้งานมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ปี 2000 เฉพาะตัวสะพานมีความยาว 7,845 เมตร (เกือบๆ 8 กิโลเมตร)
และยังมีส่วนของอุโมงค์ใต้ทะเลอีกด้วยชื่อว่า Drogden Tunnel ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
สะพานนี้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี



Oresund Bridge บนตัวสะพาน .......



Oresund Bridge ภายใน Drogden Tunnel .......



Oresund Strait เชื่อมระหว่าง Denmark กับ Sweden ..........



จากคุณ : Kaokrabi Deawdaay / pantip.com


FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF



Oresund Bridge ...... สะพานสร้างเชื่อมระหว่างประเทศเดนมาร์กและประเทศสวีเดน
 
คืนวันหนึ่ง ไฟฟ้าส่องแสงสว่างช่วงกลางสะพาน ดับมืดสนิทนานเพียง 45 วินาที ทำให้กล้อง cctv ไม่สามารถบันทึกภาพได้
และเมื่อแสงสว่างกลางสะพานกลับคืนมา..

สองเลนจราจรจากสวีเดนสู่โคเปนเฮเกน มีร่างไร้วิญญาณหญิงสาวผมทองนอนทอดร่างในชุดทำงานทับด้วยเสื้อโค้ทยาวคลุมเข่า
ตำรวจหนุ่มจากเดนมาร์กไปถึงที่เกิดเหตุ.. ก็พบว่าร่างนั้นถูกจัดวางให้หันศีรษะไปทางสวีเดน ปลายเท้าอยู่ทางเดนมาร์ก
ที่ช่วงเอวของศพ ทับบนเส้นกั้นเขตแดนประเทศทั้งสองพอดี .. คดีนี้ประเทศไหนควรจะสะสางให้ใสกระจ่างดีหนอ.

สักพักตำรวจนักสืบสาวจากสวีเดนมาถึง.. เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของร่างที่นอนแน่นิ่ง ก็ต้องยินยอมรับคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบ
เธอรู้จักชื่อศพหญิงสาวคนนั้น เพราะผู้ตายเป็นนักการเมืองของสวีเดน จัดแจงกับหลักฐานในที่เกิดเหตุเรียบร้อยก็ต้องเคลื่อนย้ายศพ

เซก้า โนเร่น กับเจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายศพต้องสยดสยอง
เมื่อเห็นศพนั้นถูกหันขาดสองท่อนที่ช่วงเอว พรางไว้ด้วยเสื้อโค้ทคลุมเข่า
หลังจากร่างกายเพศหญิงสองท่อนถึงสถาบันนิติเวชไม่นาน.. เซก้า โนเร่น ผู้รับผิดชอบคดี ก็ถูกตามไปพิจารณาศพ
และเมื่อติดต่อตำรวจหนุ่มเดนมาร์กที่เจอกันกลางสะพานโอรีซุน ไม่นานเธอก็รู้ว่า..

ท่อนบนเป็นร่างของนักการเมืองสวีดิช ตายไม่ทันข้ามวัน
ส่วนท่อนล่างเป็นสาวเดนมาร์กที่ถูกแช่แข็งไว้ ตายมาแล้วข้ามปี.!




The Bridge สะพานปริศนา (2011) [8.5] 720p. Season 1  Sub   
Crime | Drama
Swedish TV series

----------------------------------------------------------

+++ ขอแนะนำซีรี่ส์ของสวีเดน ที่น่าติดตามชมครับ +++

----------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2015, 10:55:49 am »


+++ The Bridges .. และสุดยอดสะพานที่น่าทึ่งของผม +++


Magdeburg Water Bridge

คือ หนึ่งในสุดยอดงานทางวิศวกรรม ที่ได้สร้างสะพาน ที่บรรจุคลองไว้บนสะพาน
ทำให้บังเกิดสิ่งเหลือเชื่อทางธรรมชาติ คือ คลองที่ยกตัวขึ้น 6.25 เมตร ข้ามแม่น้ำด้านล่าง



รายละเอียด เกี่ยวกับ สะพาน Magdeburg Water
สะพานคลองนี้ได้ริเริ่มตั้งแต่ปี 1938 จนเรื่อยมาจนในปี 1938 การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อสงครามสงบลงเยอรมันถูกแบ่งออกเป็น เยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตก
โครงการจึงหยุดอย่างไม่มีกำหนด จวบจนเยอรมันทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง โครงการจึงเริ่มก่อสร้างอีกครั้ง
สะพานเริ่มก่อสร้างในปี 1997 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2003

ลักษณะของสะพาน เรียกว่า สะพานคลอง ( Canal bridge )


คือสะพานที่สร้างเป็นรูปตัวยู ภายในบรรจุน้ำเสมือนเป็นคลอง เพื่อใช้ให้เรือสัญจร
สะพานคลองนี้ยกตัวข้ามแม่น้ำ Elbe River
สะพานคลองนี้เชื่อมต่อระหว่างคลอง Elbe-Havel และคลอง Midland
คลองทั้งสองไหลมาไกล้กันบริเวณเมือง Magdeburg
สะพานยาว 918 เมตร ( 690 เมตรอยู่บนฝั่ง และอีก 228 เมตรอยู่ในแม่น้ำ Elbe )
สะพานกว้าง 43 เมตร ส่วนที่เป็นพื้นน้ำกว้าง 32 เมตร
น้ำในสะพานลึก 4.25 เมตร
ท้องสะพานคลอง ยกตัวสูงจากแม่น้ำ Elbe อยู่ 6.25 เมตร

สะพานคลอง


รูปนี้มองจากฝั่งขึ้นไปยังด้านข้างสะพาน Magdeburg Water Bridge
หากเห็นเช่นนี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าด้านบนจะมีคลองอีกสายไหลผ่าน



ทำไม น้ำในคลองจึงยกตัว ขึ้นเหนือแม่น้ำได้
ตามกฎฟิสิกส์พื้นฐาน ระดับน้ำในตำแหน่งเดียวกันต้องสูงเท่ากัน หากไม่ถูกรบกวนด้วยพลังานอื่นใด หรือถูกกักในพื้นที่จำกัด
สาเหตุ ที่น้ำยกตัวขึ้นได้นั้นเกิดจาก โครงสร้างที่เรียกว่า Rothensee boat lift
Rothensee boat lift เป็นฝายที่สร้างขวางคลองไว้หลายตัว โดยระดับน้ำด้านเหนือ และด้านใต้จะมีระดับสูงแตกต่างกัน
เรือแล่นผ่านฝายด้านใต้เข้าระหว่างฝาย 2 ตัว ฝายด้านใต้จะปิด และเริ่มสูบน้ำเข้าระหว่างฝายทั้งสองตัว เพื่อยกระดับน้ำให้สูงเท่าน้ำด้านเหนือฝาย
เมื่อน้ำยกระดับสูงจนเท่าระดับน้ำที่เหนือฝาย ฝายด้านเหนือจะเปิดออกให้เรือแล่นออกไป
ด้วยวิธีการนี้ น้ำใน สะพานคลอง Magdeburg จึงสามารถยกตัวขึ้นสูงข้ามแม่น้ำได้

ฝาย Rothensee boat lift


รูปฝาย Rothensee boat lift สำหรับยกระดับน้ำเพื่อให้เรือ สัญจรผ่านไปมาได้ระหว่างคลองมีระดับน้ำต่างกัน

จากในเน็ต...

https://www.youtube.com/watch?v=0t8Frlbm3g8

หวังไว้ว่าสักวัน..
สะพานแห่งนี้คงเป็นฉากสุดระทึกแบบ Golden Gate Bridge
ที่เราเห็นปรากฎอยู่ในฉากหนังนับร้อยเรื่อง ..
และได้เห็นสะพานพังพินาศในหนังหลายสิบเรื่อง
 
สุดยอดสะพานพังในแผ่นฟิล์ม
ต้องยกให้ Golden Gate Bridge ครับ






 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2015, 06:41:22 pm โดย Yahtzee » บันทึกการเข้า
Yahtzee
Full LED TV member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,493


รับบริการลงหนัง Hi-Def GB ละ 50 สตางค์


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2015, 10:09:20 am »


ขอแนะนำหนัง ของ Shunji Iwai ชุนจิ อิวาอิ ที่ไม่ควรพลาด 3 เรื่อง ครับ

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> YAHTZEE <<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

20 ปี แล้วที่ชุนจิ อิวาอิ สร้างหนังรักเล็ก ๆ
ดูทีไรคิดถึงหน้าหนาวทุกที หน้าหนาวของ ฮิโรโกะ กับ ฟูจิอิ


ตอนเริ่มต้นเรื่อง เริ่มด้วยหน้าหนาว สีขาวโพลนของหิมะ ดูเหงาจับใจ หนาวลึก
แต่ตอนจบของเรื่องเมื่อปริศนาบางอย่างคลี่คลาย เป็นฤดูใบไม้ผลิ
แสงแดดอุ่นละลายไอหนาวเหลือแต่ความอบอุ่นของหัวใจ
รวมทั้งหัวใจคนดูอย่างผมด้วย

จากคุณ : bigwores / pantip.com

..



Love Letter ถามรักจากสายลม (1995) [7.8] Jan 1080p.117 min DTS 5.1 Thai

" ความรักย่อมมีการเริ่มต้นเสมอ แต่..มันจะไม่มีวันจบสิ้น..."

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
i๏i๏i .. ขอแนะนำภาพยนตร์รัก เพื่อมอบแด่คนที่คุณรัก จากผู้ที่รู้คุณค่าและถนุถนอมความรักครับ .. i๏i๏i
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> YAHTZEE <<<<<<<<<<<<<<<<<<<<


April Story เป็นผลงานของ Shunji Iwai ชุนจิ อิวาอิ ผู้สร้าง Love Letter
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างขึ้นหลัง Love Letter แต่ผมได้ดูก่อน Love Letter
และแม้จะมีคนจำนวนมากรัก Love Letter
แต่สำหรับผม April Story เป็นหนังรักหมายเลข 1ของผม
เพราะเป็นหนังรักที่เงียบเชียบ รักเพื่อที่จะรัก

ต่างจาก Love Letter ที่มีนัยยะซับซ้อนซ่อนปมมากมาย
ตั้งแต่ตัวละครที่ยังมีชีวิต และตัวละครที่ตายไปแล้ว

April Story เป็นเรื่องของเด็กสาวที่มีความสุขแค่เจอ"รักแท้"
แม้จะต้องใช้ระยะทางและเวลาในการตามหายาวนาน

"ความรักแท้จริงคือความทรงจำ สิ่งที่มีค่าที่สุดของมันคือการดูแลรักษา"

นี่คือปรัชาญารักของภาพยนตร์เรื่องนี้ และผู้กำกับ Shunji Iwai
ถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงของ Takako Matsu...ยายแก้มยุ้ยของผมได้สมบูรณ์แบบ

ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่หลงรักเธอ...ผมว่า"ใจแข็ง"เกินน้ำแข็งที่ขั้วโลกแน่ ๆ

จาก : http://www.oknation.net/

...



April Story เพียงเพื่อรอพบหัวใจเรา (1998) [7.3] Jan 720p.67 min Sub


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> YAHTZEE <<<<<<<<<<<<<<<<<<<<


= ย้อนรำลึกเมื่อครั้ง 1 ทศวรรษ "All about Lilly Chou-Chou" =

สกู้ปของคุณ "คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง" ในนิตยสาร  "BIOSCOPE"  ปี 2554
ปีที่หนังวัยรุ่นภาพสุดสวย เพลงสุดเพราะ แต่เนื้อหาหดหู่เหลือเกิน  "All about Lilly Chou-Chou"  มีอายุครบ 10 ปีพอดี

นี่คือหนังที่ทำให้ผมตกใจในครั้งแรกที่ดู (ไม่ได้อ่านรีวิว ซื้อเพราะหน้าปกกับชื่อผู้กำกับเท่านั้น)
เพราะดันคาดหวังว่าจะเหมือนกับเรื่องก่อนหน้านั้นของผู้กำกับ  "ชุนจิ อิวาอิ"
ที่สร้างชื่อมากับหนังแนวโรแมนติกอย่าง  "Love Letter"  และ  "April Story"
หรือเซอร์ๆ แปลกๆ แต่ไม่หดหู่สุดดาร์คเช่น  "Picnic"  กับ  "Swallowtail Butterfly"

ทุกวันนี้ยอมรับว่ายังทำใจนั่งดู  "All about Lilly Chou-Chou"  ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนในครั้งแรกไม่ได้
มักจะนั่งดูฉากนี้แล้วก็ข้ามไปฉากนั้น  ทำอย่างกับตอนนั่งดูหนังผีอยู่ในบ้านคนเดียวยามค่ำคืน
ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนผมมั่งหรือเปล่า 555

ในสกู้ปอธิบายหลายเรื่องที่เราเคยงุนงงกับเรื่องราวของตัวละครในหนัง
มีบทสัมภาษณ์นักแสดงและผู้กำกับในวาระครบ 10 ปีของ  "All about Lilly Chou-Chou"
ความเห็นของคนดูในเมืองไทยหลายคน  เช่น  คุณแสตมป์โค้ชเดอะวอยซ์  และคุณย้งฮอร์โมน
รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากทุ่งหญ้าแสนสวยปนเศร้าสร้อยให้เราได้รู้ลึกรู้จริงส่งท้ายสกู้ป

คัดบางตอนจาก...
คุณ kaizank   
27 ธันวาคม 2556 เวลา 18:56 น.



All About Lily Chou-Chou  แต่เธอผู้เดียว..ลิลลี่ชูชู (2001) [7.7] 1080p.146 min DTS Sub



บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: