22 Dec 2021
Award

ตัดสินแล้ว รางวัล Best of The Best TV Award ทีวีที่ดีที่สุดประจำปี 2021-2022


  • lcdtvthailand

ย่างเข้าสู่ปีที่ 11 แล้วที่ทาง LCDTVTHAILAND ได้ตัดสิน และประกาศรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปี หรือ Best of The Best TV Award ซึ่งในปี 2021 – 2022 นี้หลายแบรนด์ต่างก็พัฒนาศักยภาพ เทคโนโลยีทีวีของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ายิ่งทีวีแสดงศักยภาพในด้านต่างๆ อย่างดีไซน์ ภาพ เสียง หรือลูกเล่นมีมากเท่าไหร่ ราคาค่าตัวก็จะขยับตามไปเป็นเงาตามตัว ดังนั้นเพื่อให้ง่ายในการตัดสินใจทั้งในแง่ของผู้บริโภคที่ต้องการทีวีที่มีคุณภาพสมกับงบประมาณของตัวเอง

ปัจจัยในการตัดสิน 10 รางวัลที่ดีที่สุดในปีนี้ยังคงเป็นเหมือนปีก่อนๆ นั่นคือเราจะตัดสินจากทีวีที่เราได้ทดสอบเท่านั้น และพิจารณาร่วมกับศักยภาพของทีวีในด้านต่างๆ ที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์ คุณภาพของภาพ เสียง ระบบสมาร์ททีวี ฟีเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงราคาด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่างถูกชี้วัดผ่านทางเครื่องมือปรับภาพระดับมืออาชีพ รวมกับประสบการณ์การใช้งานจริงของทีมงาน ผลจึงได้ออกมาเป็นดังนี้

> อ่านคำตัดสินรางวัลมอนิเตอร์ / โปรเจคเตอร์ / ซาวด์บาร์ประจำปี 2021

1HDR Peak Brightness โหมดภาพ Dynamic (Vivid) / Filmmaker (Movie)
2Input Lag อ้างอิงที่ 4K 60Hz หากรุ่นไหนกำหนด 120Hz ได้ ค่าจะต่ำลง

1. Best of The Best TV Award : Sony OLED TV A90J

รางวัลทีวีที่ดีที่สุดแห่งปีขอยกให้ Sony A90J เพราะด้านภาพถือเป็นเอกฉันท์ เพราะได้พาเนล OLED เจนเนอเรชั่นล่าสุด สามารถบูสท์ระดับความสว่างสูงสุดได้เกิน 1200 nits เป็นเจ้าแรก บวกกับภาพภาพที่ดำสนิทไร้แสงลอดอย่างสิ้นเชิงจึงได้คอนทราสต์เจิดจรัส ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ของ OLED ไปอีกขั้น โหมดภาพอย่าง Custom แม้ความสว่างเพลาลงมา แต่ยังคงเอกลักษณ์ “ระดับอ้างอิง แบบ Studio Look” คาแรกเตอร์ภาพแบบเดียวกับจอสตูดิโอมอนิเตอร์ราคาหลักล้านของตัวเองที่ใช้อ้างอิงในการผลิตภาพยนตร์ในหลายสตูดิโอชั้นนำ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Master Series” ที่แปลว่า “ถูกต้องตามต้นฉบับ”

พร้อมชิปประมวลผลตัวใหม่ Cognitive Processor XR ที่เก่งระดับหัวแถวในการอัปสเกลภาพธรรมดาให้มีคมชัดขึ้น พร้อมปรับแต่งโมชั่นภาพเคลื่อนไหวให้ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับสัญญาณ [email protected] ผ่าน HDMI 2.1 x 2 ช่อง มีระบบเสียงที่ยิงพุ่งออกจากหน้าจอได้โดยตรง เนื้อเสียงอิ่มหนามีน้ำหนัก ถึงขั้นฟังเพลงจากแอปฯ ฟังเพลงได้อย่างไพเราะ แถมยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นลำโพง Center ในระบบ Home Theater ได้อีกด้วย ส่วนระบบสมาร์ททีวีอัปเกรดเป็น Google TV เป็นเจ้าแรก แอปฯ เพียบกว่า 7,000 แอปฯ ไม่ว่าจะภาพยนตร์ ซีรีส์ กีฬา การ์ตูน ฟังเพลง มาครบที่สุด รองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant แบบแฮนด์ฟรีพูดโดยตรงกับตัวทีวีได้เลย หรือจะสั่งผ่านรีโมทคอนโทรลก็ได้ เรื่องราคาโดดจากเจ้าอื่นไปบ้างตามสไตล์แบรนด์อารยธรรม สรุปว่าหากงบมิใช่ปัญหา Sony OLED TV A90J คือทีวีที่ “ภาพดีครบเครื่องที่สุด” ของปีนี้

Sony A90J : 55” 65”

2. Editor’s Choice Award : LG OLED TV C1

รางวัลทีวีขวัญใจทีมงาน LCDTVTHAILAND ในปีนี้ขอมอบให้ LG OLED C1 เป็น OLED TV ที่ให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ “ดีเลิศ” ทว่าราคาประนีประนอม ได้ครบตามอุดมคติทั้งการดูหนัง และเล่นเกม คอนทราสต์ดีแสงสีเจิดจรัสตามสไตล์ OLED TV แถมปีนี้จูนสีมาแม่นยำมาก (อ้างอิงกับขนาด 55 นิ้ว) ใช้เป็นจออ้างอิงตัดต่อวิดีโอก็ได้ ความสว่างสูงสุดยู่ในเกณฑ์ดีเกินมาตรฐาน แต่แน่นอนว่ายังเป็นรองรุ่นท็อป OLED Evo อย่าง G Series อยู่บ้าง ด้านเสียงเขาให้ลำโพงยิงเสียงลงล่างที่มีความชัดเจนพร้อมเบสที่หนักแน่นเกินตัว ฟังครั้งแรกมีตกใจ

ระบบปฏิบัติการ Smart TV อย่าง webOS จัดว่าใช้งานง่ายที่สุดด้วย Magic Remote ตัวเก่ง ทำงานแบบเดียวกับ Air Mouse เคลื่อนไหวเคอร์เซอร์ได้อิสระ และใจป้ำให้ HDMI 2.1 มาถึง 4 ช่อง รองรับ [email protected] ครบทุกช่อง พร้อม VRR จะเชื่อมต่อพีซีหรือเกมคอนโซลยุคใหม่ได้หมด มีโหมดเกมโดยเฉพาะที่ค่า Input Lag ต่ำ เป็น “ตัวจบ” สายฮารด์คอร์เกมมิ่ง ที่ทั้งตลาดไทยและเทศให้การยอมรับ ขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยหลักง่าย ๆ = ประสิทธิภาพดีเลิศในราคาที่คุ้มค่ากว่า (เยอะ) แถมมีหลากไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 48” 55” 65” และ 77” จึงขอมอบรางวัล Editor’s Choice Award ให้ LG OLED C1 ไปครองในปีนี้ เพราะเหล่าทีมงานก็เลือกตัวนี้เช่นกัน !

LG OLED C1 : 48” 55” 65” 77”

3. Best 8K LED TV Award : Samsung Neo QLED QN900A

ทีวี 8K LED ที่ให้คุณภาพดีที่สุดในปีนี้ตกเป็นของ Samsung Neo QLED 8K ตัวท็อป QN900A รุ่นนี้อัปเกรด Mini LED Backlight ขนาดจิ๋ว เล็กกว่าเดิมถึง 40 เท่า จัดวางกระจายทั่วทั้งผืนจอพร้อมแบ่งโซนดิมแสงละเอียดกว่าที่เคย การคุมแสงลอดเฉพาะจุดละเมียดขึ้น เก็บขอบวัตถุสว่างบนพื้นหลังที่มืดได้เนียนขึ้น ส่งผลให้ภาพดำลึกกว่าเดิม แถมระเบิดพลังความสว่างได้สูงสุดเกิน 3000 nits เป็นทีวีที่สว่างไสวที่สุดในปีนี้ สู้แสงรบกวนภายนอกได้ดีโดยไม่ต้องปิดม่านช่วย ขับเน้นภาพ HDR ได้อย่างเจิดจรัส

ถึงคอนเทนต์ 8K โดยเฉพาะภาพยนตร์ จะยังไม่มีให้รับชมอย่างแพร่หลาย ทว่าก็ยังพอหาได้จาก YouTube รวมถึงเกมใหม่ ๆ ก็เริ่มปรับความละเอียดภาพจนถึงระดับ 8K Ultra HD ได้ เมื่อรับชมกับคอนเทนต์ 33 ล้านพิกเซลแท้เหล่านี้ จะได้รายละเอียดภาพแบบจัดเต็ม “สวยคมกริบ” ยิ่งจอใหญ่ยิ่งได้ความอลังการ พร้อมก้าวสู่ระบบนิเวศน์ 8K

รุ่นนี้ยังมาพร้อม Wi-Fi 6 ล่าสุด ช่วยให้การสตรีมคอนเทนต์ 8K บิตเรทหนักหน่วงมีความราบลื่นขึ้น ชิปประมวลผลอย่าง Neo Quantum Processor 8K ก็ช่วยอัปสเกลภาพ HD/4K ให้แสดงบนจอ 8K ได้คมชัดขึ้นจริง ดีไซน์ก็เป็นทีวีอีกหนึ่งรุ่นของปีนี้ที่ดูโดดเด่นมากที่สุด ใช้คำว่า “ไร้ขอบ” ได้เต็มปาก ให้ภาพเหมือนลอยอยู่บนอากาศปราศจากกรอบกั้นขวาง และที่ขาดไม่ได้ คือ กล่อง One Connect ศูนย์รวมช่องต่อ มี HDMI 2.1 มาให้ด้วยถึง 4 ช่อง ! รองรับภาพ [email protected] และ 4K 120Hz VRR ได้เต็มประสิทธิภาพ จึงขอมอบรางวัล Best 8K LED TV Award ให้ Samsung Neo QLED QN900A ไปครองในปีนี้

Samsung QN900A : 65” 75” 85”

4. Best 4K LED TV Award : Samsung Neo QLED TV QN90A

“ทรงพลัง” คือคำจำกัดความของ Samsung Neo QLED QN90A เข้าเส้นชัยคว้ารางวัล Best 4K LED TV Award แบบทิ้งคู่แข่งค่อนข้างขาดลอย ถือเป็น 4K TV ที่ใช้ Mini LED Backlight Technology ที่ภาพโดดเด่นที่สุดของปี ระดับความสว่างสูง ไม่ใช่แค่โหมด Dynamic ที่มีความสว่าง 2695 nits แต่ Filmmaker Mode สีตรง ก็ยังสว่างเกิน 1500 nits เกินหน้าเกินตา 4K LED TV รุ่นท็อปค่ายอื่นชัดเจน การแบ่งโซนดิมแสงทำได้ละเอียดลงตัวดูเนียนตาขึ้น (ปรับได้ 3 ระดับ ผลลัพธ์แตกต่างกัน) ศักยภาพโดยเฉพาะความสว่างขับเน้นภาพ HDR ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ HDR Mastering มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี Quantum Dot ทำให้ภาพดู “สดอิ่ม” พ่วงความ “ฉ่ำ” และ “วาววับ” เข้ามา ให้มุมมองรับชมกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นปีก่อน นั่งมองเฉียง ๆ สียังสดอิ่ม แต่แนะนำรับชมมุมตรงเพื่อระดับคอนทราสต์ที่ดีที่สุด

ถึงแม้จะไม่มี One Connect แต่ก็มีช่องต่ออย่าง HDMI 2.1 รองรับ 4K 120Hz พร้อม VRR มีแถบเมนู Game Bar สำหรับให้เกมเมอร์เช็คสถานะเฟรมเรทกันแบบสด ๆ และช่วยปรับจูนภาพเวลาเล่นเกมโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องเสียงก็หนักแน่นด้วยลำโพง 4.2.2 แชนแนล แยกลำโพงอีกชุดไว้ส่วนบนด้านหลังจอภาพ มีฟีเจอร์ Q-Symphony ที่ช่วยรวมเสียงจากลำโพงทีวี กับลำโพง Soundbar เข้าด้วยกัน เพื่อเสริมมิติเสียงรอบทิศทาง ระบบ Smart TV ใช้ Tizen OS ของตัวเอง แอปฯ ยอดนิยมให้มาค่อนข้างครบ ถึงแอปฯ Disney+ Hotstar ต้องรอการอัปเดท แต่ใช้วิธีแคสต์จาก Smartphone ดูไปก่อนได้ สุดท้าย Solar Cell Remote คือเจ๋งมาก ชาร์จแบต ฯ อัตโนมัติด้วยแสงไฟภายในห้อง ไม่ต้องคอยเปลี่ยนถ่าน สรุปว่า Samsung QN90A คือทีวีที่ทรงพลังที่สุดทั้งดูหนังและเล่นเกมส์ของฝั่ง LED ในปีนี้

Samsung QN90A : 50” 55” 65” 75” 85”

5. Best Midrange 4K LED TV : Toshiba Z770

ในที่สุด Toshiba ก็กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งในบ้านเราหลังจากห่างหายไปพักใหญ่ รอบนี้ “มีทีเด็ด” รุ่นท็อป Z770 จัดว่าเป็น “ม้ามืด” ที่เข้าวินด้วยค่าตัวที่ย่อมเยาว์ แต่ให้ภาพดีโดดเด่นกว่ารุ่นระดับกลาง-บนทุกตัว ด้วย Full Array LED Backlight คุมระดับความดำเป็นโซนได้ดีอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจมาก ดีกว่า Edge LED และ Direct LED ทุกตัว ทั้งยังให้ระดับความสว่างสูงเกิน 1000 nits ขอบเขตสีกว้าง เทียบเคียงมาตรฐาน Ultra HD Premium การันตีคุณภาพว่าสามารถขับเน้นแสงสี 4K HDR ได้ดีแบบออกรสออกชาติ

อีกทั้งมี HDMI 2.1 รองรับ [email protected] VRR เล่นเกมส์ PS5/XBOX Series X ได้เต็มศักยภาพ พร้อมลำโพง Speaker Bar เสียงกระหึ่มหนักแน่น ใช้ดูหนังจริงจังได้แบบไม่ง้อลำโพง Soundbar ส่วนระบบ Android TV แอปฯ เพียบ รองรับสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant ผ่านไมโครโฟนที่ทีวีโดยตรงได้เลย เท่ห์มาก ! ใครต้องการมาครอบครองอาจต้องตามหาสักหน่อยเพราะวางจำหน่ายเฉพาะบางห้างร้านเท่านั้น แต่ในแง่ศักยภาพ Toshiba Z770 คือ “ทีวีม้ามืด” ที่คุณภาพสูงรอบด้าน รองรับอนาคต การันตีความดีงามให้ด้วยรางวัลทีวีระดับกลางบนที่ดีที่สุดแห่งปี

Toshiba Z770 : 65”& 55”

6. Best Value 4K LED TV Awards : Hisense U7G / TCL C725

ปีนี้เราขอมอบรางวัลทีวี 4K ที่ให้ความคุ้มค่าที่สุดแก่ 2 แบรนด์ดังจากแดนมังกร

Hisense U7G : คือรุ่นรองท็อปของ Hisense ในปีนี้ เหมาะสมกับรางวัลด้วย “ความทุ่มทุนสร้าง” ใช้ Full Array LED Backlight ที่มีต้นทุนสูง ซึ่งเจ้าอื่นระดับราคานี้ไม่มีให้แน่นอน ทำให้ทีวีสามารถคุมแสงลอดรวมถึงความสว่างได้ดีเกินหน้าเกินตา รองรับ HDR Dolby Vision และเสียง Dolby Atmos ที่รุ่นราคาประหยัดบางรุ่นยังไม่รองรับ วัสดุขาตั้งทำจากโลหะแข็งแรงสวยงามดูพรีเมี่ยมเกินราคา ส่วนระบบ VIDAA U อาจมีลูกเล่นจำกัดอยู่บ้าง แอปฯ ไม่หลากหลายนัก แต่ก็แก้ปัญหาได้หากเสริม Android Box/ Chromecast with Google TV หรือ Apple TV เข้าไป

TCL C725 : รุ่นยอดฮิตที่ให้ความคุ้มค่าสูง มาพร้อมเทคโนโลยี Quantum Dot สีสันสวย ขอบเขตสีกว้าง และเพิ่มระบบแทรกเฟรมภาพเพื่อภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติขึ้นจากปีก่อน รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos ระบบปฏิบัติการ Android TV มีให้เลือกกว่า 7,000 แอปฯ อย่าง Disney+Hotstar, Apple TV, Netflix มาพร้อม สั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ลูกเล่นฟีเจอร์แพรวพราว ส่วนสปีดการทำงานอยูในเกณฑ์ปานกลางตามระดับราคา แต่ก็ใช้งานได้ไม่ติดขัด สุดท้ายคือดีไซน์ที่ดูบางเฉียบโฉบเฉี่ยว จัดว่าสวยรอบด้านในราคาสบายงบ

ทั้ง 2 รุ่นให้ความโดดเด่นคุ้มค่า อยู่ที่ว่าจะเน้น “ภาพ” หรือ “ฟีเจอร์ลูกเล่นครอบคลุม” ก็เลือกแมตชิ่งตามความต้องการของตัวเองได้

7. Best Budget 4K LED TV : Hisense A6500G (E7G)

ทีวี 4K ราคาประหยัดปีนี้ได้แก่ Hisense A6500G (E7G) เป็นรุ่นขวัญใจชาวประชา ด้วยราคาเป็นมิตรซื้อได้โดยไม่ต้องคิดเยอะ คุณสมบัติก็นับว่า “เร้าใจ” ! กับจอ VA ความละเอียด 4K รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos โหมดภาพสำเร็จรูปหลากหลาย ใช้รับขมภาพยนตร์ หรือเล่นเกมโดยเฉพาะ (Input Lag ต่ำ) รุ่นนี้ใช้งานง่าย มีเมนูภาษาไทย แม้คุณภาพของภาพเพียงพอสำหรับการใช้รับชมแบบ Daily Use หนัง-ซีรีส์-กีฬา ให้ความสว่างภาพอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ระบบ Smart TV เป็น Android TV แอปฯ เพียบ สั่งงานด้วยเสียงได้ สปีดการทำงานอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรวมจัดว่า “แอบขี่” รุ่นเริ่มต้นของค่ายอื่นทั้งเรื่องราคา และสเปก ตามสโลแกน “สุขได้ใหญ่…แต่จ่ายนิดเดียว”

หมายเหตุ : รุ่น A6500G และ E7G คือรุ่นเดียวกัน ต่างกันที่รหัส A6500G จะขายตามห้างร้าน ส่วนรหัส E7G จะเน้นขายออนไลน์

Hisense A6500G / E7G : 43” 55” 65”


8. Best Smart TV : Sony Google TV X90J

ปีนี้ Sony คือเจ้าแรก และเจ้าเดียวที่อัปเกรดระบบ Smart TV เป็น “Google TV” หลักคือ โดยพื้นฐานก็คือ Android TV แต่มีการปรับ User Interface ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น เข้าถึงวีดีโอคอนเทนต์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ง่ายขึ้น รวมถึงความสามารถเชิง IoT เอื้อต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้ทีวีเป็นศูนย์กลางสั่งการอุปกรณ์ในแบบ Smart Home

แล้วจุดไหนอีกที่ X90J ทำได้โดดเด่นที่สุดเหนือ Android TV ค่ายอื่น นั่นคือแม้ X90J จะเป็นรุ่นกลาง-บน ทว่าความสามารถ และสปีดการทำงานจัดว่าดีเยี่ยม “เทียบชั้น” รุ่นท็อปแพงสุด มิหนำซ้ำก็ยังมีหลายข้อที่โดดเด่นดังนี้

  • จำนวนแอปฯ กว่า 7,000 แอป มากที่สุด เมื่อเทียบกับ Smart TV แพลทฟอร์มอื่น
  • สปีดการทำงาน การตอบสนองว่องไวเทียบชั้นทีวีรุ่นท็อป
  • รองรับ Video Codec ใหม่อย่าง AV1 โหลดและแสดงวีดีโอได้เร็วปุ๊บปั๊บ
  • สั่งงานด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรีผ่านไมโครโฟนบนทีวีโดยตรง หรือจะพูดผ่านรีโมทก็ทำได้เหมือนเดิม
  • ดูแอปฯ VIU ได้ ซึ่ง Android TV ส่วนใหญ่ไม่รองรับ
  • มีแอปฯ Disney+ Hotstar รับชมภาพคุณภาพสูงสุดแบบ 4K Dolby Vision ซึ่ง Smart TV ค่ายอื่นที่ยังไม่มีแอปฯ ไม่สามารถทำได้
  • รองรับ Airplay เชื่อมต่อกับ iPhone/iPad แบบไร้สาย คุณภาพและเสถียรภาพสูง

X90J สร้างมาตรฐานสูงสุดให้กับคำว่า Smart TV ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งจำนวนแอป ฯ, ลูกเล่น, และ User Interface ตรงตามนิยามว่า ทีวีที่ดีในยุคนี้ไม่ใช่แค่ภาพดีอย่างเดียว แต่จะต้องเคียงคู่กับระบบ Smart TV ที่ชาญฉลาด รับชมได้ทุกอย่างที่อยากดูแบบครบจบในตัว จึงจะตอบโจทย์ “การใช้งานจริง” ในยุคนี้

Sony X90J : 85” 75” 65” 55”

9. Best Gaming TV : LG OLED TV C1

“สายเกมมิ่ง” ที่กำลังมองหา “ทีวีตัวสุด” ทางทีมงานขอฟันธงให้ LG OLED C1 คือ Best Gaming TV of The Year ด้วยฟีเจอร์อัดแน่นรองรับปัจจุบันและอนาคตที่สุด รายละเอียดตามนี้…

  • ภาพ 4K OLED ดำสนิท แสงสีสดสวยเจิดจรัส มิติภาพ ลอย-ลึก มาครบ ให้อรรถรสในระดับ “ดีเลิศ”
  • ใจป้ำสุดให้ HDMI 2.1 รองรับ [email protected] VRR มากถึง 4 ช่อง ขณะที่เจ้าอื่นส่วนมากให้แค่ 1-2 ช่องเท่านั้น
  • VRR รองรับทั้ง FreeSync และ G-Sync เล่นเกม XBOX หรือ PC ได้เฟรมภาพลื่นไม่ฉีกขาด
  • มีโหมด Game Optimizer สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ โชว์เฟรมเรทเรียลไทม์ พร้อมตัวเลือกปรับแต่งภาพต่าง ๆ ตามประเภทเกมที่เล่น รวมถึงฟีเจอร์ช่วยดึงรายละเอียดในที่มืดให้สว่างขึ้น เห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น
  • ค่า Input Lag ต่ำมาก ตอบสนองทันการควบคุม
  • C1 มีขนาดจอภาพหลากหลาย ทั้งเล็กสุดอย่าง 48” ที่หลายท่านเอาไปใช้แทนเกมมิ่งมอนิเตอร์ จนถึงใหญ่สุดอย่าง 77” อลังการเต็มตา
  • ภาพสวย คุ้มราคา

ส่วนใครกังวลเรื่อง Burn-in ต้องบอกว่า OLED TV เจนใหม่ ๆ ทุกวันนี้ เมื่อใช้งานตามปกติก็แทบจะไม่เป็นประเด็นแล้ว ด้วยโปรแกรมดูแลรักษาหน้าจอ และป้องกันเชิงรุก อาทิ Screen Saver ที่จะเด้งเข้าภาพพักหน้าจอให้อัตโนมัติเมื่อเปิดภาพนิ่งแช่ไว้นาน ไปจนถึง Pixel-shift ขยับย้ายตำแหน่งภาพทีละนิด จึงไม่แปลกว่าเกมมอร์โดยเฉพาะสายคอนโซลทั้งไทย และเทศถึงกล้าอัปเกรดมาใช้ OLED กันเยอะขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากต้องไปให้สุดทาง ปีนี้ขอล็อคเป้าไปที่ LG OLED C1 ครับ

หมายเหตุ : LG C1 ได้ควบ 2 รางวัลทั้ง Editor’s Choice และ Best Gaming TV

LG OLED C1 : 48” 55” 65” 77”

10. Best Design Award : Samsung The Frame / LG G1

Samsung The Frame

The Frame คือ “ทีวีดีไซน์กรอบรูป” จาก Samsung เป็นทีวี “ขวัญใจ” มัณฑนากรหรือ Interior Designer เช่นเดียวกับรุ่นปีก่อน ด้วยดีไซน์สไตล์มินิมอลเป็นเอกลักษณ์ แต่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้กลมกลืนหลากหลาย ผสานการซ่อนสายสัญญาณผ่านกล่อง One Connect ที่เชื่อมต่อสายแบบ “One Cable” ได้เนียนกริ๊บ จึงเป็นจอภาพที่สามารถนำมา “แต่งบ้าน” ได้จริง

ล่าสุด The Frame ถูกอัปเกรดขึ้นทั้งเรื่องดีไซน์, คุณภาพของภาพ และลูกเล่น เริ่มจากตัวกรอบทีวีที่บางลง โฉบเฉี่ยวทันสมัยขึ้น มีสีให้เลือกสลับเปลี่ยนได้หลากหลาย ทั้ง สีดำมาตรฐาน, สีขาว, ลายไม้สีอ่อน และ ลายไม้สีเข้ม แมตช์ชิ่งเข้ากับสไตล์การแต่งบ้านได้ครอบคลุม การแขวนเข้ากับผนังด้วยขาแขวนแบบพิเศษแบบแนบชิดเหมือนกับกรอบรูปจริง หรือจะเลือกขาตั้งสามแฉกแบบ Studio Stand ก็ได้อารมณ์เหมือนวางทีวีอยู่ในงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และแน่นอนว่า Samsung เตรียมผลงานภาพวาดจากศิลปินชื่อดังระดับโลกไว้ให้ดาวน์โหลดไปเปิดแสดงผ่านหน้าจอ (เลือกได้ว่าจะเช่า หรือซื้อขาด) และแน่นอนการใช้งานเป็นทีวี ก็โดดเด่นไม่แพ้ QLED TV สีสดสวยพร้อม Filmmaker Mode ได้มาตรฐาน จะเล่นเกมก็มี HDMI 2.1 รองรับ 4K 120Hz VRR โหดแท้ ! Samsung The Frame จึงสวยทั้งภายในและภายนอก ตอบโจทย์การใช้งานแบบ 2 in 1 สมกับรางวัลทีวีดีไซน์สวยฟังก์ชั่นเด่นประจำปีไปครอง

LG G1

LG G1 OLED evo ตัวท็อปประจำปี 2021 ของ LG ที่พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพาเนลให้มีระดับความสว่างสูงมากขึ้นกว่ารุ่น C1 แต่ยังคงระดับความดำสนิทเช่นเคย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของเม็ดพิกเซลที่กำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง และด้วยดีไซน์ที่ออกแบบมาให้สามารถแขวนผนังได้แนบชิด ดูเหมือนกับกรอบรูป สมกับชื่อซีรีส์ “Gallery Design” กลมกลืนเข้ากับการตกแต่ง แต่ก็คำนึงถึงการใช้งานเพราะสามารถปรับดึงจอออกห่างจากผนัง ช่วยให้เสียบต่อสายสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้งานร่วมกับขาตั้งแบบ Gallery Stand ได้ เพิ่มความยืดหยุ่น สามารถแสดงผลงานศิลปะในแบบ Art Gallery ได้ด้วย

ด้านคุณสมบัติยังจัดเต็ม ความละเอียด 4K 120Hz พร้อม VRR รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos ทำงานบนระบบปฏิบัติการ webOS ประสานลำโพง 4.2 แชนแนล กำลังขับ 60 วัตต์ ระดับเสียงน้องๆ ซาวด์บาร์ ช่องต่อเอาใจสายเกมมิ่งด้วย HDMI 2.1 มากถึง 4 ช่อง เชื่อมต่อคอนโซล พีซี เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด LG G1 OLED จึงให้ความครบเครื่องด้านภาพ เสียง และรูปลักษณ์ เหมาะกับ Best Design Award !

1HDR Peak Brightness โหมดภาพ Dynamic (Vivid) / Filmmaker (Movie)
2Input Lag อ้างอิงที่ 4K 60Hz หากรุ่นไหนกำหนด 120Hz ได้ ค่าจะต่ำลง