22 Dec 2021
Award

ตัดสินแล้ว รางวัล Best of The Best TV Award ทีวีที่ดีที่สุดประจำปี 2021-2022


  • lcdtvthailand

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดมอนิเตอร์มีความคึกคักเป็นอย่างมาก และจะสังเกตได้ว่า หลายแบรนด์เริ่มที่จะขยับสเปกให้มากขึ้น มีฟีเจอร์ที่หลากหลาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีของผู้บริโภค และในปีนี้ทาง LCDTVTHAILAND เราก็ได้รับมอนิเตอร์มาทำการทดสอบหลายรุ่น มีทั้งแบรนด์เจ้าตลาด และแบรนด์ที่พึ่งเข้ามาทำตลาด ดังนั้นการตัดสินครั้งนี้จึงเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับใครที่กำลังเล็งหามอนิเตอร์เอาไว้ใช้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือเล่นเกม มาดูเลยครับว่ามีรุ่นไหนที่ได้เข้าวินบ้าง

1. Best Gaming Monitor Award : BenQ MOBIUZ EX3210R

BenQ MOBIUZ EX3210R เกมมิ่งมอนิเตอร์จอโค้งขนาด 32” ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ถึงจะเป็นจอใหญ่แต่ก็สามารถ “นั่งใกล้” ได้มากกว่าจอแบน จึงทำให้ผู้ใช้ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของคอนเทนต์ได้มากกว่าเคย ตัวจอมีความละเอียด 2560×1440 พิกเซล อัตราส่วน 16:9 รองรับ HDR10 อัตรา Refresh Rate 165Hz (ต่อผ่าน Display Port) พร้อม ​FreeSync Premuim Pro ลำโพง 2.1 Ch ที่พัฒนาโดย treVelo สามารถใช้แทนลำโพงพื้นฐานทั่วไปได้เลย มีรีโมทคอนโทรลควบคุมคำสั่งได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเอื้อมไปกดปุ่มหลังจอ เรียกได้ว่าถึงจะอยู่สายเกมมิ่ง แต่ก็มีลูกเล่นครบครัน จึงขอมอบรางวัล Best Gaming Monitor Award ให้แก่ BenQ MOBIUZ EX3210R

2. Best Office Monitor Award : Lenovo Qreator 27

Lenovo Qreator 27 เป็นอีกหนึ่งมอนิเตอร์ที่ทางทีมงานมองเห็นถึงเอกลักษณ์ และความเหมาะสมกับการทำงานออฟฟิศในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์จอที่มีฐานตั้งที่ดูโดดเด่นมีสไตล์ และคำนึงถึงการใช้งานของผู้ใช้ อย่างฐานตั้งทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะทำงาน แถมยังเอาสมาร์ทโฟนมาวางชาร์จไฟแบบไร้สายได้ทันที คอของขาตั้งที่เป็นแกนพร้อมที่รัดสายช่วยให้โต๊ะดูโล่ง รวมกับสเปกจอขนาดหน้าจอ 32” ความละเอียดภาพ 3840 x 2160 พิกเซล รองรับ HDR10 มีพอร์ต USB Type-C ใช้ชาร์จไฟหรือส่งภาพจากอุปกรณ์พกพา รวมถึงโน๊ตบุ๊คได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่รางวัล Best Office Monitor Award ตกเป็นของ Lenovo Qreator 27

3. Best Smart Monitor Award : Samsung M7

Samsung M7 มอนิเตอร์ที่มีความเป็นมัลติมิเดียมากที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว เพราะเล่นจับเอาระบบปฏิบัติการ Tizen OS ที่ใช้บนสมาร์ททีวีของตัวเองมาใส่เข้าไป จึงอาจกล่าวได้ว่าซื้อมอนิเตอร์แถมทีวีให้ในตัว เปิดดูแอปฯ Netflix YouTube ได้เลยตรงๆ ผ่านมอนิเตอร์ และเมื่อดูภาพ 4K บนขนาด 32” ภาพก็ยิ่งคมกริบ รองรับ HDR10 อีกด้วย ทั้งยังมี One Remote แบบเดียวกันกับทีวีแถมมาให้ ควบคุมการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มีเสียงในตัวอีกต่างหาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Samsung M7 เหมาะสมกับรางวัล Best Smart Monitor Award มากที่สุด

4. Best Design Award : Huawei MateView

Huawei MateView จอมอนิเตอร์น้องใหม่จากแบรนด์ Huawei ถือเป็นรุ่นที่สร้างความประทับใจให้กับทางทีมงานได้มากโข ด้วยดีไซน์แบบมินิมอล เรียบหรู ดูดี ฐานตั้งแบนราบ กินพื้นที่น้อยประหยัดพื้นที่บนโต๊ะ คอของตัวมอนิเตอร์ฝังลำโพงเอาไว้ยิงเสียงตรงเข้าหาผู้ใช้เลย มีพอร์ตช่องต่ออย่าง USB Type A, Type C ที่ด้านข้าง สะดวกสบายต่อการใช้งาน ผิดกับมอนิเตอร์รุ่นอื่นๆ ที่จะอยู่ด้านล่างของจอทั้งหมด หน้าจออัตราส่วน 3:2 ความละเอียด 4K+ (3840 x 2560) รองรับ HDR10 การตั้งค่าหน้าจอตัวด้วยระบบสัมผัสแทนปุ่มกด นอกจากนี้ตัวฐานตั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับมือถือ Huawei แบบไร้สายได้ จัดได้ว่าเป็นการออกแบบที่นอกจากจะสวยงามทั้งรูปลักษณ์ ยังสวยงามในแง่ของการใช้งาน ดังนั้นรางวัลนี้จึงเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก HUAWEI MateView


1. Best of The Best Projector Award : Samsung – The Premiere LSP9T

รางวัลโปรเจคเตอร์ดูหนังที่ดีที่สุดปีนี้ได้แก่ Samsung The Premiere LSP9T เครื่องฉายระยะประชิด หรือ 4K HDR Ultra Short Throw Laser Projector ตั้งใกล้ฉายใหญ่ได้ถึง 130” ความพิเศษของรุ่นนี้ที่ “เหนือชั้น” กว่าเครื่องฉายทั่วไป คือ เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสง “Triple Laser” เป็นแบรนด์แรกที่ผลิตและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นกว่า สามารถแสดงขอบเขตสีกว้างที่สุดครอบคลุมมาตรฐาน Rec 2020 มาตรฐานเดิมอย่าง DCI-P3 ที่ใช้อ้างอิงกับทีวี และเครื่องฉายก่อนนี้จึงทาบไม่ติด เมื่อรับชม HDR content จะช่วยให้เราได้เห็นสีบางสีที่เราไม่เคยเห็น พร้อมโหมด Filmmaker ที่จะปรับภาพให้นุ่มนวลสบายตาแนวเดียวกับโรงภาพยนตร์ หากใช้คู่กับจอตัดแสง ALR (Ambient Light Rejecting Screen) ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพให้สว่างสู้แสงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องมีลำโพง Built-In มาในตัว คุณภาพเสียงดี พร้อม Tizen OS ลูกเล่นล้ำสมัยแบบเดียวกับ Smart TV ของ Samsung เอง จะชมภาพยนตร์ ซีรีส์ ก็มีแอปให้เลือกดูหลากหลาย อาทิ Netflix, AIS Play, HBO Go, VIU, iQiYi, Apple TV จึงนับเป็นรุ่น “เบิกเนตร” ให้พวกเราได้สัมผัสมาตรฐานสีที่กว้างที่สุด เปิดประสบการณ์และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการรับชมภาพยนตร์ผ่านโปรเจคเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ยุคนี้

2. Best Value Projector Award : BenQ W2700i

BenQ W2700i คือ โปรเจคเตอร์สายดูหนังระดับกลาง ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น W2700 ที่ให้ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคา เป็น 4K DLP Projector ที่มีขนาดเครื่องกำลังพอเหมาะ ให้มาตรฐานสีโรงหนัง DCI-P3 พร้อมจูนแสงสีมาได้เที่ยงตรงแต่ต้น ภาพสวยมีเสน่ห์ตามสไตล์โรงหนัง มีโหมดภาพสำเร็จรูปี่เลือกใช้ได้หลากหลาย ระดับความสว่างสูงพอจะสู้แสงในบางสภาพแวดล้อมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้งานห้องมืดตลอดเวลา พร้อมฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพอัปเกรดโมชั่นให้ลื่นไหลขึ้น แต่ที่พิเศษ คือ Google-certified Android TV อัปเกรดระบบเป็น Smart Projector จึงมีแอปความบันเทิง ดูหนังรับชมซีรีส์ให้เพียบ พร้อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi แล้วดูได้ทันที ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูหนังแบบครบจบในตัว


3. Best Budget Projector Award : BenQ TK700STi

ถูกและดีมีอยู่จริง BenQ TK700STi คือ โปรเจคเตอร์ดูหนังและเกมมิ่งที่มีลูกเล่นแพราวพราวรอบตัว รองรับภาพ 4K 60Hz และ 1080p 120Hz/240Hz ด้วยระดับ Input Lag ต่ำมาก (4ms @240Hz) นับเป็นครั้งแรกที่โปรเจคเตอร์เทียบชั้นเกมมิ่งมอนิเตอร์ เล่นเกมส์เฟรมเรทสูงจากทั้งเครื่องเล่นเกมคอนโซลและ PC ได้อย่างแท้จริง แม้ขอบเขตสีอาจไม่กว้างเท่ารุ่นพี่อย่าง W2700i แต่ได้เรื่องความสว่างที่สูงกว่าเข้ามาทดแทน ให้ภาพ HDR ได้สดใสสู้แสงรบกวนในสภาพแวดล้อมแบบลำลองได้ดีกว่า และแน่นอนว่ารุ่นนี้มาพร้อม Google-certified Android TV เช่นกัน เชื่อมต่อ Wi-Fi พร้อมติดตั้งแอปชมภาพยนตร์และซีรีส์ได้ทันที เป็นโปรเจคเตอร์คุณภาพดี ลูกเล่นเหนือชั้น ในราคาที่ย่อมเยาน่าคบหาที่สุดของปีนี้


1. Best of The Best Soundbar Award : Samsung Q950A

Soundbar รุ่นท็อปของ Samsung ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นปีที่แล้ว ด้วยการอัปเกรดเพิ่มแชนเนลลำโพงเป็น 11.1.4 พร้อมซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาด 8 นิ้ว จุดเด่น คือ ลำโพงหลังแต่ละข้างสามารถยิงเสียงออกได้ 3 ทิศทาง (ยิงออกข้าง 2 และขึ้นบน 1) จึงให้เอฟเฟ็กต์บรรยากาศโอบล้อมครอบคลุมพื้นที่รับฟังได้กว้างขวาง ตอบโจทย์การถอดรหัสเสียงยุคใหม่ได้ครบครันที่สุด รองรับทั้ง Dolby Atmos/TrueHD และ DTS:X/HD MA ด้วยน้ำเสียงที่จูนมาได้ลงตัวขึ้นกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า จะฟังเพลงก็ได้ ดูหนังก็ดี


นอกจากคุณสมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพเสียงแล้ว ด้านการใช้งานยังยืดหยุ่นครบครัน ด้วย HDMI In ถึง 2 ช่อง รองรับ 4K 60Hz หรือ 1440p 120Hz พร้อม VRR และ Dolby Vision/HDR10+ Passthrough พร้อม HDMI Out/eARC ใครที่มีเครื่องเล่นเยอะ ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น จะแคสต์ Spotify หรือไร้สายผ่าน Wi-Fi, Bluetooth ก็ได้ ครบเครื่องทั้งคุณภาพเสียงและคุณสมบัติระดับนี้ แถมราคาไม่แรงจนเกินเอื้อม จะหาที่ยอดเยี่ยมกว่า Q950A คงยาก

2. Best Midrange Soundbar Award : Klipsch Cinema 400

Soundbar 2.1 มาพร้อมลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาด 8 นิ้ว แม้เป็นรุ่นเล็กสุดในตระกูล Cinema ของ Klipsch แต่อัดแน่นไปด้วยจุดเด่นประจำตัวของแบรนด์อเมริกันไว้เต็มเปี่ยม ด้วยตู้ลำโพงที่ประกอบขึ้นจากไม้จึงให้น้ำเสียงกลมกล่อมทว่าก็แฝงด้วยความดุดัน จัดจ้าน พร้อม Tractrix Horns อันเป็นเอกลักษณ์ เสียงความถี่สูงแผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่รับฟัง

สำหรับสเปคทั่วไปก็ครบครันสำหรับยุคปัจจุบัน ถอดรหัสเสียง Dolby Audio รองรับการเชื่อมต่อไร้สายกับมือถือผ่าน Bluetooth ให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 400 Watts มี HDMI ARC 1 ช่อง มี Sub Out เป็นทางเลือกเพิ่มลำโพงซับวูฟเฟอร์แบบใช้สายได้ Cinema 400 จึงเป็นซาวด์บาร์ระดับต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ที่ให้คุณภาพเสียงโดดเด่น ผสมผสานการฟังเพลงระดับ Hi-Fi เข้ากับการรับชมภาพยนตร์ได้อย่างเหนือชั้น

3. Best Value Soundbar Award : JBL Bar 5.0

แม้ไม่มีลำโพงซับวูฟเฟอร์แยกชิ้น แต่ย่านเสียงครอบคลุมฟังสนุก ให้ความกระหึ่มเกินตัว เบสคมชัด ลงลึกได้ระดับหนึ่ง มาพร้อมเทคโนโลยี Multibeam ช่วยจำลองเสียงรอบทิศทาง รองรับถึง Dolby Atmos รองรับการเชื่อมต่อ Internet ผ่าน Wi-Fi ฟังเพลงไร้สายผ่าน AirPlay, Google Chromecast, Bluetooth ได้ สามารถควบคุมสั่งการผ่าน Google Assistant ด้วยมือถือ หรือทีวีได้ แถมยังมีฟีเจอร์ Auto Calibration เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ออกมาดีที่สุดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมช่องต่อ HDMI IN 1 ช่อง และ HDMI Out/eARC รองรับ Dolby Atmos/TrueHD และยังมี Optical In ให้ด้วย หากพิจารณาเรื่องของคุณภาพเสียง ช่องต่อการรับสัญญาณ รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ในระดับราคานี้ ถือว่า JBL Bar 5.0 ให้ความโดดเด่นเกินใคร

4. Best Budget Soundbar Award : Lifestyle Soundbar Samsung HW-S61A

Lifestyle Soundbar 5.0 ที่ไม่ได้ดูสวยเก๋แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังให้คุณภาพเสียงได้ครบถ้วน ถอดรหัสเสียง Dolby Digital/DTS เติมเต็มเสียงในห้องได้ครอบคลุมเหนือกว่าลำโพงทีวีอย่างชัดเจน ใครที่มีพื้นที่จำกัดก็ไม่ต้องกังวล เพราะขนาดที่กะทัดแบบชิ้นเดี่ยว แถมรองรับการเชื่อมต่อใช้สาย HDMI ARC เส้นเดียว หรือไร้สายทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth จะติดตั้งให้ดูสวยลงตัวย่อมไม่ยาก

และในอนาคตหากมีงบเพิ่มเติม ยังอัปเกรดซับวูฟเฟอร์และลำโพงหลังแบบไร้สายเพื่อใช้งานแบบ 5.1 แท้ ๆ ได้ด้วย บรรยากาศเสียงโอบล้อมจะยิ่งโดดเด่นสมจริงมากยิ่งขึ้น กับค่าตัวไม่ถึง 8 พัน จะหาความคุ้มกว่า S61A คงไม่มี