16 Dec 2020
Review

รีวิวจอ Samsung GalaxyNote10Plus สมาร์ทโฟนที่มีจอแสดงผลที่ดีที่สุดในเวลานี้ !!


  • Dear_Sir

หลายคนคงได้อ่านรีวิว Samsung Galaxy Note10+ กันมาแล้วหลายสำนัก รู้จุดเด่น จุดด้อยกันไปเยอะแล้ว ฉะนั้นรีวิวนี้เราจะไม่พูดถึงฟีเจอร์ลูกเล่นพวกนั้น แต่จะมาเจาะกันเรื่องจอแสดงผลของ Samsung Galaxy Note10+ ที่ทาง Samsung ให้คำจำกัดความไว้ว่า “Cinematic Infinity-O Display” นั้นเป็นยังไง? 

เจาะลึกจอ Samsung Galaxy Note10+
Note10+ : ขนาดหน้าจอ 6.8″ พร้อมสัดส่วนแบบ 19:9

Samsung Galaxy Note10+ ใช้จอแสดงผลโครงสร้างแบบ Dynamic AMOLED ความละเอียด 3040×1440 = 3K (498ppi) ขณะที่ตัว Note10 มีความละเอียดน้อยกว่า 2280×1080 (401ppi) การแสดงผลของจอทำได้แบบ “ขอบชนขอบ” ไม่เหลือพื้นที่ว่าง และบริเวณด้านบนตรงกลางจอ ได้ฝังกล้องหน้าขนาดเล็กเอาไว้ จุดนี้เป็นที่มาของคำว่า “Infinity-O Display”

**มีข้อแนะนำเล็กน้อยที่คนใช้ Samsung Galaxy Note10+ ยังไม่ทราบ คือ Default Resolution ของจอที่ทางตัวเครื่องตั้งค่าไว้คือ FHD+ ทำให้ความคมชัดของจอ Note10+ ยังไม่ถึงขีดสุด ขอแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นความละเอียด WQHD+ ภาพจะคมชัดขึ้นอีกระดับ สังเกตได้จากขอบตัวอักษรที่แสดงผลบนจอที่ตัดขอบได้เนียนขึ้น 

จอแสดงผลจนสุดขอบทั้งสี่ด้าน
ใช้จอดีๆ ทั้งทีก็เลือกความละเอียดให้สุดไปเลย

ความโดดเด่นของจอ Dynamic AMOLED คือเม็ดพิกเซลสามารถเปิด/ปิด ปรับความสว่างเองได้ และเมื่อเม็ดพิกเซลแต่ละเม็ดสามารถคุมแสงสว่างได้เองแบบนี้ ภาพบนจอที่แสดงออกมาก็จะโดดเด่นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะฉากที่มีสีดำเยอะ เช่นฉากกลางคืน ฉากในห้องทึบ อยากให้ลองดูภาพเปรียบเทียบกันระหว่างสมาร์ทโฟนที่มีโครงสร้างแบบ Dynamic AMOLED รองรับ HDR10+ กับอีกแบบคือ LED ธรรมดา จากในภาพตัวอย่างด้านล่าง จะเห็นได้ว่า Samsung Galaxy Note10+ สามารถไล่ระดับสีดำได้อย่างมีมิติ แถมยังคงรายละเอียดในที่มืดไว้ได้ ขณะที่สมาร์ทโฟนที่มีโครงสร้างจอแบบ LED ทำไม่ได้

นอกจากควบคุมระดับสีดำได้ดีเยี่ยมแล้ว ด้านความสว่างก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะความสว่างนอกจากจะทำให้ภาพ และสีสันบนจอสดใสแล้ว ยังได้ประโยชน์ในการใช้งานในที่แจ้ง เพราะสมาร์ทโฟนที่ยิ่งมีความสว่างสูงก็จะสู้ต่อแสงแดดได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนที่มีความสว่างต่ำ ทำให้ผู้ใช้มองเห็นภาพบนจอได้คมชัด ไม่เห็นเป็นฝ้าๆ เทาๆ โดยค่าความสว่างสูงสุดที่วัดได้จากการใช้เครื่องมือวัดคืออยู่ที่ 1105 nits ซึ่งถือว่าสว่างมาก ถือว่าสว่างกว่า OLED TV รุ่นท็อปๆราคาหลักหมื่นหลักแสนในท้องตลาด ณ ปัจจุบันด้วยซ้ำ

บน Samsung Galaxy Note10+ โครงสร้างจอแบบ Dynamaic AMOLED รองรับ HDR10+
ล่างสมาร์ทโฟนโครงสร้างจอแบบ LED ไม่รองรับ HDR
ในสเปค Samsung เคลมไว้ว่ารุ่นนี้สามารถทำ Peak Brightness ได้สูงที่สุดถึง 1,200 nits ในสเปค Samsung เคลมไว้ว่ารุ่นนี้สามารถทำ Peak Brightness ได้สูงที่สุดถึง 1,200 nits

*Samsung Galaxy Note10+ จะสามารถแสดงความสว่างสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเลือกเป็น Auto brightness (Adaptive brightness)

โดยปกติ Adaptive Brightness จะเปิดออโต้ไว้อยู่แล้ว

อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าจอของสมาร์ทโฟนนั้นดีหรือไม่ ก็คือ “ขอบเขตสี” จอที่มีขอบเขตสีกว้าง ยิ่งสามารถแสดงสีสัน ไล่เฉดสี ได้ดีกว่าจอที่มีขอบเขตสีแคบ ซึ่งจากการวัดค่าขอบเขตสีของ Samsung Galaxy Note10+ โหมดภาพที่มีขอบเขตสีกว้างที่สุดคือโหมด Vivid สามารถแสดงสีสันครอบคลุมถึง 99.9% ของ DCI-P3 ซึ่งเป็นมาตรฐานโรงภาพยนตร์ (กว้างจริง) และ 77.9% ของมาตรฐาน Rec.2020 ส่วนโหมด Natural ทำได้ครอบคลุม 75% ของ DCI-P3 และ 53.8 ของมาตรฐาน Rec.2020 ดังนั้นโหมดภาพก็ขอแนะนำให้ใช้ Vivid ครับ เพราะจอจะสามารถแสดงสีสันได้มากกว่าโหมด Natural

การวัดค่าต่างๆเราใช้วิธีเดียวกับการวัดค่า จอทีวี จอมอนิเตอร์ และเครื่องฉายโปรเจกเตอร์
อุปกรณ์วัดค่าภาพทั้งฮารด์แวร์และซอฟท์แวร์โดย CALMAN | Portrait Display
Chart ของโหมดภาพ Natural
Chart ของโหมดภาพ Vivid ขอบเขตสีไปได้ไกลกว่าเยอะ

การวัดค่าขอบเขตสี และค่า Peak Brightness ใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง ส่วนขั้นตอนการวัดก็อ้างอิงจากสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลกอย่าง ISF และ THX ดังนั้นค่าที่ออกมาจึงเป็นค่าที่ได้จากจอของ Samsung Galaxy Note10+ จริงๆ 

Imaging Science Foundation หรือ ISF สถาบันมาตรฐานภาพระดับโลก
THX อีกหนึ่งสถาบัยมาตรฐานภาพที่เราใช้อ้างอิงเวลาทดสอบจอภาพ
ตารางสรุปค่าของจอแสดงผล ของ Samsung Galaxy Note10+
โหมดเป็น Vivid จะได้ขอบเขตสีที่กว้างขึ้น สีสดเด้งโดนใจ ส่วนโหมด Natural จะไม่สดเท่า ทว่าได้ความถูกต้องแม่นยำของสีมากกว่า

ประสบการณ์ใช้งานจริง!

ทราบข้อมูล และรายละเอียดของจอ Galaxy Note10+ กันไปแล้ว คราวนี้มาลองทดสอบกันดูว่าเวลาใช้งานจริงจะเป็นยังไง ขอเริ่มจากการดูคอนเทนท์ประเภทวิดีโอกันก่อน ภาพที่จอถ่ายทอดออกมา มีความสดอิ่ม ไล่สีสันได้ดี อย่างกับย่อส่วนทีวีตัวท็อปลงมาอยู่ในมือ โดยเฉพาะวิดีโอแบบ HDR ที่จะโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้ภาพดูดีมีมิติมากขึ้น 

การเปิดคอนเทนท์วิดีโอทั้งหลายไม่ว่าจะสตรีมมิ่ง หรือเป็นไฟล์โหลดลงเครื่องก็ตาม หากเห็นภาพที่ไม่เต็มจอ เราสามารถใช้ฟีเจอร์ Zoom In เพื่อขยายภาพให้เต็มจอได้ เพียงแต่วิธีนี้จะทำให้บางคอนเทนท์โดนตัดภาพบางส่วนออกไป โดยจะตัดมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนภาพของวิดีโอนั้นๆ เช่นคลิป Cosmos Laundromat ใน YouTube ภาพจะเต็มขอบซ้าย/ขวา แต่ด้านบน/ล่างยังเหลือขอบดำไว้ แต่ถ้าเป็นใน Netflix จะขยายได้ไม่เกินขอบล่างของกล้องหน้า ส่วนบน/ล่าง ภาพจะถูกตัดออกเล็กน้อย สังเกตบริเวณภาพทิวเขา และด้านล่างของก้อนหิน

เปิดจาก YouTube ความละเอียดสูงสุดที่รองรับคือ 1440p HDR
จอความสว่างสูง เวลาดูคอนเทนท์ HDR มันจะเจิดจ้า สมจริงแบบนี้ สายฟ้าเป็นสายฟ้า !
พอขยายเต็มจอ ขอบบน/ล่าง จะถูกตัดออกเล็กน้อย ไม่สูญเสียอรรถรสในการรับชม กลับกันภาพที่เต็มจอมากขึ้นทำให้เราดูซีรีส์ได้สนุกกว่าเดิม!

นอกจากการดูคลิปวิดีโอ สิ่งที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหลายนิยมใช้งานมากที่สุดก็คือการเล่นเกม ยอมรับเลยว่าเกมสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ภาพสวยมาก บางเกมยังรองรับ HDR อีกด้วย โดยเกมตัวอย่างที่จะนำมาให้ดูกันก็คือเกม PUBG Mobile พอได้ลองปรับกราฟิกจนสุดเท่าที่เครื่อง Note10+ จะรองรับได้แล้ว ภาพที่ออกมาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าสมาร์ทโฟนจะทำได้ดีขนาดนี้ อย่างแสงเงา ความคมชัดของตัวละคร ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ ถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ส่วนกล้องที่ฝังอยู่บนจอ ก็ไม่ได้บดบังอินเตอร์เฟซในเกมอะไร เพราะมีขนาดเล็กลงมากกว่ากล้องหน้ารุ่นก่อน อีกทั้งปุ่มควบคุม บังคับเมนูของเกมต่างๆ จะไม่อยู่บริเวณนี้ 

ปรับให้สุดแล้วจะได้ภาพสวยๆ
ภาพดีงาม ภาพเต็มตา เล่นเกมสนุกมาก!

สรุป

เมื่อนำความละเอียดจอ พร้อมผลทดสอบวัดค่าแบบวิทยาศาสตร์ทั้ง ระดับความดำที่ดำที่สุด + ระดับความสว่างสูงที่สุด + ขอบเขตสีที่กว้างที่สุด ผนวกกับความสามารถในการ รองรับ HDR ทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว คำจำกัดความของจอ GalaxyNote10+ ที่ว่าเป็น “Cinematic Infinity-O Display” หรือ “จอสุดขอบแบบโรงหนัง” ก็ถือว่าไม่เกินจริงแต่อย่างใด ! เพราะเป็นจอที่สามารถแสดงภาพได้ใกล้เคียงกับทีวีชั้นนำทุกประการ แถมการแสดงสีสันเทียบชั้นโรงภาพยนตร์ด้วย เพียงแต่แค่ย่อส่วนลงมาบนมือเราเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานทั้งคนที่ชอบดูหนัง ซีรีส์ หรือเล่นเกมบนมือถือ รับรองว่าจะได้เห็นภาพสวยสมใจ จึงขอยกให้เป็นมือถือที่ให้ คุณภาพจอดีที่สุด” ในเวลานี้ครับ (อัพเดท 9/2019)

จริงๆอยากขอแนะนำเคล็ดลับให้ทุกคนไปลองพิสูจน์ความสวยของจอตามร้านขายมือถือ ปรับความละเอียดภาพเป็น WQHD+ ของมือถือก่อน เลือกใช้โหมด Vivid แล้วลองเปิดพวกคลิป YouTube 4K HDR และเลือกปรับความละเอียดภาพใน YouTube ให้เป็น 1440p ด้วย เพื่อดูศักยภาพสูงสุดของจอแสดงผลด้วยตาตัวเอง !

Samsung Galaxy Note 10+ วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี คือ Aura Glow, Aura Black และ Aura White

Ram 12 GB + Rom 256 GB ราคา 37,900 บาท

Ram 12 GB + Rom 512 GB ราคา 40,900 บาท

ขอขอบคุณอุปกรณ์การทดสอบจาก CALMAN | Portrait Display
และขั้นตอนการทดสอบและวัดค่าสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลกทั้ง ISF และ THX ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ