17 Dec 2020
Review

รีวิว Samsung Galaxy S10plus สมาร์ทโฟนเหนือชั้น จอแสดงผลเหนือล้ำยิ่งกว่าทีวี !!!


  • Dear_Sir

หากจะให้พูดถึงสมาร์ทโฟนรุ่นไหนที่แรงที่สุดในตอนนี้ ? หากถามสิบคน…ทุกคนต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “Samsung Galaxy S10+” เพราะนอกจากการออกแบบที่ลงตัวแล้ว ฮาร์ดแวร์ที่ใส่มายังเหนือชั้น ซอฟต์แวร์ก็ลงตัว ที่สำคัญยังเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับ HDR บนจอความละเอียดสูง WQHD หรือจอ 3K ดังนั้นผมจึงถือโอกาสจับมารีวิวตามแบบฉบับ LCDTVTHAILAND เสียเลย!

รีวิว Galaxy S10+ จอภาพเจ๋งเทียบทีวีไฮเอ็นด์

สัมผัสแรกที่ผมได้จับตัวเครื่อง Samsung Galaxy S10+ ก็อดที่จะอุทานขึ้นมาในใจตัวเองเบาๆว่า “เฮ้ย! บางอะ! แถมเบาด้วย!” จึงอดไม่ได้ที่จะไปหาสเป็คชีทมาดู ก็เลยทำให้รู้ว่าเครื่องนี้มีน้ำหนักรวมเพียง 175 กรัม เท่านั้น เมื่อเทียบกับทางตัวท็อปของ Apple ซึ่งเป็น iPhone XS MAX จะอยู่ที่ 208 กรัม

ถามว่าเมื่อน้ำหนักเบาแล้ว ตัวเครื่องบางแล้ว ส่งผลกับการใช้งานยังไง ? สำหรับผู้ใช้งานคงต้องบอกว่ามันทำให้เราสามารถจับถือได้ง่าย และสบายกว่าเดิมครับ ผมสามารถหยิบ Galaxy S10+ ขึ้นมาใช้มือเดียวได้อย่างไม่มีอาการเมื่อยล้า จับเข้ามือมากกว่า ขณะเดียวกัน iPhone XS MAX การใช้งานมือเดียวทำได้ยากกว่า แถมใช้ได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกเมื่อยมือแล้ว

หน้าจอของ Galaxy S10+ เป็นกระจกแบบ Gorilla Glass 6 ที่สามารถทนต่อรอยขีดข่วนและการกระแทก ส่วนด้านหลังเคลือบด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass 5 ปุ่ม ด้านขอบซ้ายเครื่องจะเป็นที่จัดวางของปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และปุ่ม Bixby ส่วนอีกด้านจะเป็นปุ่ม Power 

ปุ่ม Bixby จะอยู่บริเวณด้านซ้ายของเครื่อง ติดกับปุ่มเพิ่ม/ลด ระดับเสียง
ส่วนปุ่ม Power อยู่อีกด้านหนึ่ง
รูหูฟัง 3.5mm ยังอยู่นะจ๊ะ

หันมาดูบริเวณด้านหลังกันบ้าง ส่วนที่โดดเด่นสะดุดตาคงหนีไม่พ้นพื้นหลัง โดยสีที่ทางเราได้รับมาทดสอบจะเป็นสี Prism White ที่จะไม่ใช่สีขาวสะทีเดียว จะออกเป็นแนวขาวไข่มุก ซึ่งถ้าใครอยากได้เป็นสีขาวจั้วต้องลองดูสี Ceramic White แทน เพื่อความแข็งแรงทนทาน ที่ด้านหลังตัวเครื่องจะเคลือบด้วย Gorilla Glass 5 และที่บริเวณด้านบนก็จะเป็นแถบวางเลนส์ 3 ระยะ ได้แก่ Ultra Wide (กว้างพิเศษ) / Wide (ระยะปกติ) และ Tele (ซูม) รวมไปถึงแฟลชแบบ LED

โดยส่วนตัวแล้วชอบสี Prism White มากที่สุดดูเลอค่า

Display : จอแสดงผล

Samsung Galaxy S10+ ที่อยู่ในมือผมเครื่องนี้ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีจอแสดงผลที่มีคุณภาพมากติดอันดับท็อปของตลาด เพราะนอกจากจะมีจอที่ขนาดใหญ่ 6.4” อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด 3040 x 1440 (522ppi) หรือในวงการจอภาพอาจจะเรียกว่าจอ 3K แล้ว ยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ อีกด้วย

โครงสร้างของจอ Samsung Galaxy S10+ จะเป็นแบบ Dynamic AMOLED โดยพิกเซลจะเรียงตัวกันแบบ RGB แตกต่างกับบน OLED TV ที่จะเป็นแบบ WRGB (เพิ่มสีขาวเข้ามา) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจอ Dynamic AMOLED จะมีโครงสร้างเม็ดพิกเซลที่ถูกต้องตามอุดมคติมากกว่า จึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่าจอของ Samsung Galaxy S10+ จะดีกว่าทีวี OLED ในปัจจุบันหรือไม่ ? เพื่อเป็นการตอบคำถามนี้ เราจึงต้องทำการวัดค่าด้วยเครื่องมือระดับโปรเฟสชั่นแนลที่ได้รับรองจากสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลกอย่า ISF : Imaging Science Foundation ซะก่อน

รูปแบบโครงสร้าง Pixel ที่อยู่บนจอ Dynamic AMOLED ซึ่งทุกเม็ดเปล่งแสงและสีเองได้ ไม่ต้องใช้หลอดไฟ Backlight

เพื่อความเท่าเทียมอุปกรณ์ที่เราได้ใช้วัดค่าขอบเขตสีของตัวเครื่อง และค่า Peak Brightness จะใช้แบบเดียวกันกับที่ทางเราใช้วัดค่ากับทีวี ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น MobileForge ที่ติดตั้งไว้ใน Galaxy S10+ และโปรแกรม CalMAN ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ใช้ตรวจสอบค่าที่ได้ ซึ่งในการวัดค่าของเราทำทั้งในกลางแจ้งและในร่มเพื่อให้สอดคล้องกับทุกลักษณะการใช้งานจริงครับ

MobileForge โดยผู้ผลิต Software ปรับภาพระดับโปรเฟสชั่นแนลอย่าง CalMAN
วัดทั้งกลางแจ้ง ตั้งโต๊ะวัดกันตอนเที่ยงตรงให้แสงแดดสาดเลยนี่แหละ
และวัดทั้งในร่ม *ในภาพคือการวัดแบบ 100% Window เป็นการเปิดภาพสีขาวให้สว่างเต็มจอ 100%

อ่านถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนต้องสงสัยว่าทำไมต้องเอาเครื่องไปวัดกลางแจ้งด้วย? สาเหตุก็เป็นเพราะว่าจากการทดสอบพบว่าความสว่างสูงสุด หรือ Peak Brightness ของตัวเครื่องจะ “แปรผันไปตามสภาพแวดล้อมเป็นหลัก”  อย่างในกรณีที่เราได้วัดในที่ร่ม ถึงแม้ว่าจะเปิดความสว่างจนสุดค่าก็จะอยู่ที่ราวๆ 300 nits เพื่อ “ป้องกันการล้าสายตา” แต่ในโหมด Vivid แต่ถ้าหากออกไปวัดกลางแจ้ง เซ็นเซอร์ก็จะปรับค่าความสว่างให้ “สู้แสง” จนเต็มศักยภาพ โดยถ้าวัดแบบ 100% window ความสว่างจะอยู่ที่ 680 nits แต่ถ้าวัดแบบ 10% Window ความสว่างก็จะทะลุเลย 1000 nits ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดามือถือที่เราเคยทดสอบมาทั้งหมด แถมยังแอบสว่างเกิด OLED TV ทุกตัวที่มีขายในตอนนี้อีกด้วย

ส่วนความเที่ยงตรงของสีสันที่จอถ่ายทอดออกมา รวมไปถึงขอบเขตสีที่จอแสดงได้ผมขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีนะครับ เนื่องจากรุ่นนี้มีโหมดภาพสองโหมดด้วยกันคือ Natural (ธรรมชาติ) กับ Vivid (สดใส) หากเราเลือกใช้โหมด Natural ภาพจะ “ถูกต้อง” และ “สบายตา” ติดโทนอุ่นเล็กน้อย แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือขอบเขตสี โดยโหมด Natural จะทำได้ที่ 73.1% ของ DCI-P3 เท่านั้น

ค่าที่วัดได้จากโหมด Natural

แต่ถ้าเป็นโหมด Vivid โหมดนี้จะเป็นโหมดที่ดึงศักยภาพการแสดงผลของจอออกมาได้ถึงขีดสุด สามารถแสดงสีสันตามมาตรฐาน DCI-P3 ได้ถึง 99.9% !! ถ้าใครติดตามอ่านรีวิวทีวีกันมาจะรู้ดีว่าทีวีที่ทำได้เกิน 90% ของ DCI-P3 มีอยู่ไม่มาก ดังนั้นผมจึงกล้าบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าจอของ Samsung Galaxy S10+ ดีกว่าทีวีส่วนใหญ่ในท้องตลาดปัจจุบัน! อีกทั้งด้วยความที่เป็นจอ Dynamic AMOLED ที่เม็ดพิกเซลสามารถเปล่งแสงเองได้ ทำให้การควบคุมความดำเหนือชั้นกว่าจอแบบ LCD ทำให้เวลาเราดูหนัง เล่นเกม หรือดูภาพต่างๆ ทำได้ดีกว่าหลายขุม

ค่าที่วัดได้จากโหมด Vivid สามารถทำได้ 99% ของโหมด DCI-P3 เป็นจอที่เหนือชั้นจริงๆ
ตารางเปรียบเทียบค่าความกว้างขอบเขตสี ความสว่าง ระหว่าง Galaxy S10+ VS iPhone XS MAX

ทำไมจอ S10+ ถึงดีกว่าจอทั่วไป ?

1) ชนิดจอ Dynamic AMOLED ให้สีดำดำสนิท สีสันสดอิ่มแวววับ

2) โครงสร้างพิกเซลแบบ RGB ถูกต้องตามหลักการในอุดมคติกว่า WRGB บน OLED TV

3) ให้ขอบเขตสีที่กว้างมากถึง 99% ของมาตรฐานโรงหนัง DCI-P3

4) ระดับความสว่างสูงสุดเกิน 1000 nits สู้แสงสว่างภายนอกได้ดี แถมส่งผลให้ภาพ HDR ยิ่งเจิดจรัส

5) ความละเอียดจอสูงมากอยู่ที่ 3K = 4.3 ล้านพิกเซล ละเอียดกว่าจอ 2K = 3.3 ล้านพิกเซล

การดูหนังบน Samsung Galaxy S10+ 

ใครที่ชอบดูหนัง ดูซีรีส์บนสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว หากได้มาลองดูภาพบนเครื่องนี้รับรองว่าจะติดหนึบยิ่งกว่าเดิม เพราะภาพมันเด้ง มันคม สีสันอิ่มฉ่ำ หลายคนมักบอกว่าจอสมาร์ทโฟนขนาดเล็ก เพิ่มความละเอียดเข้าไปก็ไม่เห็นความแตกต่างหรอก อยากจะบอกตรงนี้เลยว่า “ไม่จริง!” เพราะยิ่งจอเราละเอียดมากขึ้น เปิดกับคอนเทนท์ความละเอียดสูงที่เหมาะสมกัน ภาพที่ได้มันคนละ มิติ” กันเลยครับ โดยเฉพาะในเรื่องของ HDR มันสามารถที่จะทำให้ภาพดูเป็น Layer มากขึ้น ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าอย่างกับยกทีวี OLED TV มาไว้บนสมาร์ทโฟนเลยจริงๆ

และยิ่งเป็นจอ Dynamic AMOLED ที่เม็ดพิกเซลสามารถเปล่งแสงสว่างได้เลยแล้ว ภาพยิ่งดูขึ้นมากกว่าเดิมเวลาอยู่ในฉากมืด เพราะมันสามารถทำให้จอดำสนิท ดูจากภาพด้านล่างที่เทียบกับจอแบบ LED แล้วจะเห็นความแตกต่างเรื่องระดับความดำได้อย่างชัดเจน

ทดสอบความดำสนิทของภาพ บน : Dynamic AMOLED VS ล่าง : จอ LCD สังเกตได้ว่าจอ Dynamic ไม่มีแสงลอดฟุ้งออกมาเลย ดำสนิทมาก ในขณะที่จอ LCD จะมีแสงลอดออกมาตามสูตร ทำให้พื้นหลังไม่ดำสนิทอย่างที่ควรเป็น
เผื่อจะไม่เห็นภาพ หากเป็นจอทั่วไปเมื่อเจอฉากนี้ส่วนไหนที่เป็นสีดำก็จะกลายเป็นเทาไปแล้ว
คลิปบน YouTube ไหนที่รองรับ HDR สังเกตตรง Resolution จะมีคำว่า HDR กำกับไว้ด้วย
หนังเรื่องไหนใน Netflix ที่มี HDR ก็จะขึ้นแจ้งมาเลย
ภาพลำแสงแบบ HDR มีความเจิดจรัสซูซ่า
ยิ่งแสงแวดล้อมจ้า ระดับความสว่างกว่า 1000 nits ก็ช่วยให้จอมัน “สู้แสง” ได้อย่างเห็นผล
รายละเอียดถุงมือ ความคมชัด ระดับความลึกของสีสันมันถือว่าดีงาม ภาพนี้ถ่ายจากเรื่อง Lost in Space จาก Netflix เป็น HDR ด้วยนะ

ทดสอบเล่นเกมบน Samsung Galaxy S10+ 

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ตลาดเกมสมาร์ทโฟนร้อนแรงพอๆ กับคอนโซล และพีซี เกมใหม่ที่ทำออกมาก็กินทรัพยากรมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องพื้นที่ รวมไปถึงหน่วยประมวลผลก็ตาม เรื่องความลื่นไหล ผมจะขอข้ามไป เพราะด้วยสเปคที่โหดจัดปลัดบอก Samsung Galaxy S10+ สามารถเล่นเกมที่วางอยู่ในตอนนี้ รวมไปถึงในอนาคตได้อย่างสบายๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะมาบอกเล่าก็คือภาพของเกมที่แสดงผลบนจอว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร? 

จากการที่ได้ทดลองจับ Galaxy S10+ เล่นกับหลายๆ เกม เช่น PUBG, Speed Drifters, LifeAfter ต้องยอมรับว่าเล่นได้สนุกสมใจ เพราะจอมันใหญ่เต็มตา อีกทั้งยังสามารถปรับกราฟิกในเกมได้อย่างเต็มที่ ในบางเกมยังรองรับ HDR ภาพรวมที่ออกมาอดที่จะบอกไม่ได้ว่า “เกมมือถือทุกวันนี้ ภาพดีขนาดนี้เลยหรอ?” 

ตัวอย่างภาพจากเกม LifeAfter ภาพสวยมากระบบดี แนะนำว่าให้ไปลองเล่นครับ

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ขานักเล่นเกมทั้งหลายเป็นปัญหาพอสมควรก็คือหากเกมไหนมีอินเตอร์เฟสการแสดงผล หรือปุ่มควบคุมบางอย่างอยู่บริเวณมุมบนซ้ายแล้ว กล้องหน้าที่ฝังอยู่บนหน้าจอจะบังอินเตอร์เฟสของเกมทันที ซึ่งปัญหาตรงนี้ใช่ว่าจะเป็นกันทุกเกมนะครับ หากเกมไหนมีการปรับอินเตอร์เฟสแล้ว ก็จะนำอินเตอร์เฟสขยับหลบกล้อง ดังนั้นเกมไหนที่พบปัญหาก็รอทางผู้พัฒนาเกมอัพเดทครับ

จะเห็นได้ว่ากล้องหน้าบังอินเตอร์เฟซของเกม

** สาเหตุที่กล้องบังพื้นที่การแสดงผลเป็นเพราะตัวเกมยังไม่รองรับกับจอ Galaxy S10+ ซึ่งจุดนี้ผู้พัฒนาเกมสามารถอัพเดทได้ในอนาคต หลังอัพเดทเสร็จปัญหานี้ก็จะหายไป

เกม Speed Drifters จะตัดขอบการแสดงผลด้านซ้ายใต้กล้องหน้ามาเลย

มีตัวล็อคปุ่มนำทาง!  เชื่อว่าคนเล่นเกมบนระบบปฏิบัติการ Android ทุกคนเคยประสับปัญหานี้ นั่นคือวลาเราอยู่่ในเกม แล้วจะกดเก็บไอเทม หรือคำสั่งบางคำสั่งที่อยู่ตรงขอบจอด้านขวามือ พวกปุ่มนำทางเช่น ปุ่มโฮม ปุ่มย้อนกลับ มักจะเด้งขึ้นมาแทน ครั้งเดียวก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอบ่อยครั้งเข้าก็พาอารมณ์เสียเหมือนกัน แต่ใน Galaxy S10+ เครื่องนี้มีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Game Tools โดยฟีเจอร์นี้เราสามารถที่จะล็อคปุ่มนำทางทั้งหลาย รวมไปถึงตั้งค่าการแจ้งเตือนโทรเข้า – ออก เพื่อไม่ให้รบกวนขณะเล่นเกมได้ด้วย

และถ้ามองในภาพด้านล่างจะเห็นว่ามี ตัวเลือกที่ชื่อ Dolby Atmos สำหรับเล่นเกมอยู่ด้วย แน่นอนครับหากใครที่ศึกษาระบบเสียงมาจะรู้ดีว่าลำพังแค่อาศัยลำโพงที่ติดมากับเครื่องย่อมไม่ได้เสียงแบบ Dolby Atmos อยู่แล้ว หากแต่ฟีเจอร์นี้มีไว้เพื่อใช้บูสท์เสียงย่านกลางขึ้นมา ทำให้การเล่นเกมสนุกสนานขึ้น แนะนำว่าให้เปิดเอาไว้ครับ

ฟีเจอร์ Game Tools จะเปิดใช้งานขณะเล่นเกม

เพิ่มเติมเรื่องจอ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องแสงสีฟ้า (Blue Light) บนจอแสดงผล หรือมีภาวะสายตาล้าได้ง่า่ย ในเครื่องนี้ก็มีฟีเจอร์ Blue Light Filter ที่จะตัดแสงสีฟ้าออกไป ทำให้อุณภูมิสีที่จอแสดงออกมาติดโทนเหลือง ทำให้ผู้ใช้มองจอได้อย่างสบายตา นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมี Night Mode ที่จะปรับธีมให้เป็นสีดำ เหมาะกับการประหยัดพลังงาน และยังดูสบายตาอีกด้วย

กล้องหน้า + กล้องหลังใหม่ ไฉไลกว่าเดิม!

Samsung Galaxy S10+ ได้รับการยกเครื่องใหม่ในหลายจุด กล้องถ่ายรูปเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยกล้องหลักด้านหลังเครื่องมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามเลนส์ โดยนอกจากระยะ Normal และ Tele แล้วยังได้เพิ่มระยะ Ultra Wide เข้ามา ทำให้ได้ภาพที่หลากหลาย สดใหม่ แปลกตามากขึ้น และถือว่าตอบโจทย์ใครหลายๆคน อย่างตัวผมเองตอนทดสอบก็ยอมรับว่าติดระยะกว้างพิเศษแบบนี้มากกว่าระยะปกติซะอีก !

กล้องหลังสามระยะ

> เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2, Fixed Focus 

> เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล Dual Aperture f/1.5 – 2.4, AF, OIS 

> เลนส์ Tele 2X Optical Zoom ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/2.4, AF, OIS 

กล้องหน้า (Selfie) สองระยะ

> เลนส์ Wide ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ระยะ 26mm f/1.9, AF

> เลนส์ Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ระยะ 22mm f/2.2, depth sensor

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Samsung Galaxy S10+

*ภาพทุกภาพไร้การปรับแต่งใดๆ

อ่าว Watsons เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เลนส์ Ultra Wide
Mount. Laoshan เมืองซิงเต่า ประเทศจีน เลนส์ Ultra Wide
อีกหนึ่งผลงานจากเลนส์ Hard Rock Hotel Singapore Ultra Wide

การมี Samsung Galaxy S10+ อยู่ในมือ ทำให้ผมแทบจะลืมกล้อง Mirrorless ที่เคยพกไปไหนมาไหนไปเลย ด้วยเลนส์สามระยะที่ครอบคลุม ทำให้สามารถเก็บภาพได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่หยิบมา กดโฟกัส ถ่าย จบ! การเก็บแสงไฮไลท์ ย้อนแสง ในแสงกลางวันปกติ ตัวกล้องทำได้ดีมาก สีสันเป็นธรรมชาติไม่ สามารถนำมาแต่งต่อในโปรแกรมภาพถ่ายให้ได้โทนภาพที่ต้องการได้ดั่งใจ ส่วนการถ่ายในที่แสงน้อย กล้องก็ยังจับโฟกัสได้ดี สามารถเก็บแสงไฟนีออนได้ ไม่พร่ามัว หากไม่ได้นำภาพไปขยายใหญ่ก็แทบจะไม่เห็น noise ใดๆ

เลนส์ระยะ Ultra Wide ที่ใส่เข้ามาใหม่ ถูกเลือกใช้งานมากกว่าระยะ Wide ปกติ เพราะมันสามารถสร้างภาพที่แปลกตาได้ ถ่ายในที่แคบได้ ขอเพียงเราวางแบบ ให้ได้ระยะหน่อย ก็จะได้ภาพที่ลงตัว แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องแลกมาก็คือขอบภาพจะโค้งเล็กน้อยตามประสา แต่ถ้าหากนำจุดนี้มาใช้ก็จะทำทำให้เราได้ภาพที่แปลกตาไปอีกแบบ อย่างเช่นถ่ายหัวใหญ่ตัวเล็ก เป็นต้น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Samsung Galaxy S10+

ความพิเศษของ Samsung Galaxy S10+ คือให้กล้องหน้ามาถึงสองตัว โดยตัวแรกจะเป็นกล้องที่สำหรับใช้ถ่ายปกติสเปคจะเหมือนกับกับตัว Galaxy S10 แต่จุดต่างอยู่ที่กล้องตัวที่สองครับที่มีอยู่ใน Galaxy S10+ กล้องตัวที่สองนี้จะไว้ใช้วัดระยะชัดลึกเพื่อเอาไว้ใช้งานในถ่ายโหมด Live Focus ขณะที่ตัว S10 ใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลแทน โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบการใช้ Live Focus เท่าไหร่เพราะแม้จะมีเลนส์มาช่วยวัดระยะแต่ภาพที่ออกมาก็ยังดูชัดลึกแบบไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ดังนั้นขอแนะนำว่าหากใครอยากได้ภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ ก็ให้เอาตัวแบบ เว้นระยะจากฉากหลังสักหน่อย ก็จะได้ความเบลอแบบเป็นธรรมชาติ

*ในกรณีที่หากฉากหลังไม่ได้ ก็ใช้ Live Focus เลือกสักระดับ 1 – 2 จะได้ความเบลอที่ดูดีแบบสมดุล

ข้อดี

1. จอใหญ่ เต็มตา ความละเอียดสูง รองรับ HDR

2. ด้วยความที่เป็นจอแบบ Dynmaic AMOLED ทำให้ฉากดำมืดสนิท ไม่เทา

3. เครื่องเบาสามารถใช้มือเดียวเล่นได้โดยไม่เมื่อยล้า

4. กล้องเลนส์ระยะ Ultra Wide ช่วยให้ได้ภาพที่หลากหลาย

5. มีฟีเจอร์ Game Tools ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่พบกับปัญหาถูกขัดจังหวะขณะเล่นเกม

ข้ออจำกัด

1. กล้องที่ฝังอยู่ใต้จอ หากเปิดกับแอปฯ ที่ยังไม่อัพเดทรองรับการแสดงผลบนจอ ของ S10+ ตัวกล้องอาจบังเมนู หรือการแสดงผลที่สำคัญได้ 

2. ปุ่ม Power อยู่สูงไปหน่อยหากเป็นคนที่มือเล็กต้องขยับสองจังหวะ

สรุป

ไม่ว่าจะจุดเด่นเรื่องการชาร์จไร้สาย ความลื่นไหลในการใช้งาน สเปคที่แรงที่สุดในตลาด สิ่งเหล่านี้หลายคนคงได้อ่านรีวิวสรุปกันมาหลายสำนักทั้งใน และนอกประเทศกันอยู่แล้ว เพียงแต่จุดที่หลายคนยังไม่ได้พูดถึงก็คือเรื่องจอ Dynamic AMOLED ที่ทางเราได้เน้นย้ำอย่างมากในรีวิวนี้ เป็นจอมือถือขนาดพกพาที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในเวลานี้ เหมาะกับคอหนัง แฟนซีรีส์, ดูถ่ายทอดสดฟุตบอล และเกมเมอร์ ที่จริงจังกับภาพที่เปล่งออกมาให้ตาเราได้เสพ และอีกจุดที่ผมประทับใจคือระยะ Ultra Wide ของกล้องหลัง ที่ช่วยได้เยอะเวลาพบเจอกับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนคนเยอะๆ เราไม่สามารถขยับไปไหนได้ เลนส์ระยะนี้ช่วยชีวิตได้จริงครับ