14 Jan 2021
Review

รีวิว ViewSonic X10-4K Smart Projector 4K HDR ดู YouTube Netflix ได้ มาพร้อมลำโพงจาก Harman/Kardon


  • TopZaKo

รีวิว ViewSonic X10-4K Smart Projector 4K HDR

ดู YouTube Netflix ได้ มาพร้อมลำโพงจาก Harman/Kardon

ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 54,900 บาท

การรับชมภาพยนตร์เรื่องที่เราชอบ ดูซีรีส์เรื่องที่ใช้ บนจอภาพขนาดใหญ่ระดับ 100 นิ้ว ผ่านเครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ 4K UHD สักเครื่องหนึ่งคงเป็นอะไรที่หลายคนใฝ่ฝันกันอย่างแน่นอน แต่ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปหนังหรือซีรีส์ที่เราดูส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบสตรีมมิ่งอย่าง YouTube หรือ Netflix ซึ่งโปรเจ็คเตอร์ปกติโดยทั่วไปก็มักจะไม่มีระบบปฏิบัติการ Smart หรือแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มาให้ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ต้องคอยหาพวกกล่องสตรีมมิ่งต่างๆ มาเชื่อมต่อ ซึ่งอาจดูยุ่งยากและวุ่นวาย

แต่ในวันที่ผมมีโปรเจ็คเตอร์รุ่นหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น Best of Smart 4K Projector จาก ViewSonic นั่นก็คือเครื่องฉายรุ่น X10-4K เป็น Short Throw LED Projector ความละเอียดภาพ 4K รองรับ HDR ที่มาพร้อมระบบ Smart ในตัว แถมยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi อีกด้วยจะน่าสนใจแค่ไหนตามมาอ่านในรีวิวกันได้เลยครับ

ดีไซน์

การออกแบบ ของ ViewSonic X10-4K เครื่องนี้มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่พอสมควร ใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะมันวาวผสมผสานกับพลาสติกคุณภาพสูง มาในโทนสีเทาเข้มให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูแพง เรียกว่าเป็นของประดับบ้านชิ้นหนึ่งได้เลยทีเดียว จึงทำให้ ViewSonic X10-4K เครื่องนี้ได้รับรางวัล iF Design Award 2019 มาครองอีกด้วยนั่นเอง  

ภาพรวมของตัวเครื่อง ViewSonic X10-4K

ตัวเครื่องมาพร้อม หูหิ้วด้ามจับ ที่มั่นคงแข็งแรง สามารถพกพา X10-4K เครื่องนี้ไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย โดย X10-4K เครื่องนี้มี ขนาดของตัวเครื่อง อยู่ที่ กว้าง 261 x ยาว 271 x สูง 166 มิลิเมตร มีน้ำหนักอยู่ที่ 4.1 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่หนักไม่เบาจนเกินไปสำหรับโปรเจ็คเตอร์ในระดับนี้ ที่จะเน้นความมั่นคงแข็งแรงแต่ก็ยังสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างไม่มีปัญหาครับ

ด้ามจับหูหิ้วสามารถพับเก็บได้

บริเวณ ด้านหน้า ของตัวเครื่องจะเป็นในตัวส่วนของเลนส์ฉายภาพ ที่มีกระจกคุณภาพสูงมาปิดป้องกันตัวเลนส์ไว้ โดยกระจกดังกล่าวนี้ได้รับการออกแบบให้แสงผ่านในระดับที่เหมาะสมเพื่อคุณภาพของภาพที่ดี มาพร้อมเซนเซอร์ Auto Focus, เซนเซอร์ Auto Keystone และ เซนเซอร์ Eye Protect ป้องกันอันตรายต่อสายตาเมื่อเผลอมองมาที่เลนส์ฉายภาพขณะมีแสงอยู่

เลนส์ฉายภาพ พร้อมเซนเซอร์ Auto Focus และ เซนเซอร์ Auto Keystone
เซนเซอร์ Eye Protect ป้องกันอันตรายสู่สายตา

ด้านบน ของตัวเครื่องจะมีโลโก้ ViewSonic เด่นสง่าอยู่บริเวณกึ่งกลางของตัวเครื่อง, มีปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, Volume เพิ่ม/ลด ความดังเสียงแบบหมุน สะดวกง่ายดายต่อการใช้งาน, พร้อมไฟสถานะตัวเครื่องว่าอยู่ในโหมดเครื่องฉายปกติหรือ โหมดลำโพง Bluetooth และ มีโลโก้ Harman/Kardon เพื่อยืนยันได้เลยว่าคุณภาพของเสียงของโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ต้องดีเยี่ยมอย่างแน่นอน

บริเวณด้านบนของตัวเครื่อง
ปุ่มกด เปิด/ปิด เครื่อง ถูกรวมไว้กับ Volume เพิ่ม/ลด ความดังเสียง แบบหมุนได้
ปุ่มกด เปิด/ปิด เครื่อง ถูกรวมไว้กับ Volume เพิ่ม/ลด ความดังเสียง แบบหมุนได้

บริเวณ ด้านข้าง ทั้ง 2 ด้านของตัวเครื่องจะเป็นในส่วนของดอกลำโพงจาก Harman/Kardon และพัดลมระบายความร้อนออกจากตัวเครื่อง

บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง

ด้านล่าง จะมีขาปรับระดับความสูงของตัวเครื่องแบบขาพับเข้าออก โดยสามารถปรับได้ทั้งหมด 3 ระดับ คือ ราบกับพื้นแบบปกติ, แบบยกสูง 115% และแบบยกสูง 130% ซึ่งขาปรับระดับความสูงแบบจะนี้ถือว่าใช้งานได้ง่ายกว่าแบบหมุนของโปรเจ็คเตอร์ทั่วไป แต่จะไม่สามารถปรับความสูงแบบละเอียดได้ ถือว่าง่ายต่อการใช้งานทั่วไป เช่นฉายเข้ากำแพงผนังห้องต่างๆ แต่หากนำไปติดตั้งกับจอรับภาพบางครั้งอาจขาดความยืดหยุ่นตรงจุดนี้ไปบ้าง

ขาตั้งปรับระดับความสูง
ตัวอย่างการปรับระดับความสูงทั้ง 3 ระดับ

ด้านหลัง เป็นส่วนของ ช่องเชื่อมต่อ ต่างๆ ที่มีฝาปิดป้องกันฝุ่นเมื่อไม่ได้ใช้งานที่สามารถพับ หรือ ถอดออกได้ ในส่วนของช่องต่อต่างๆ จะอธิบายรายละเอียดในภายหลังอีกทีครับ

ช่องเชื่อมต่อบริเวณด้านหลัง

รีโมท มาในขนาดกำลังดี ปุ่มต่างๆ ที่ให้มาก็ถือว่าครบครันต่อการใช้งาน เช่น ปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, ปุ่ม Auto Focus, ปุ่มเลือกสัญญาณ Input, ปุ่มเข้าสู่โหมด Bluetooth, ปุ่มตั้งค่า, ปุ่มเข้าหน้า Home, Volume ปรับเสียง และจุดเด่นอยู่ที่ Click-Wheel ที่สามารถหมุนเป็นวงกลมเพื่อเลื่อนไปซ้ายขวาได้เหมือน iPod Classic ในอดีต ซึ่งสามารถใช้กดเป็นปุ่ม ซ้าย/ขวา, ขึ้น/ลง ได้ตามปกติครับ

รีโมทมาพร้อม Click-Wheel
มีไฟแบ็คไลท์ ใช้ในที่มืดได้ด้วยนะ

ช่องต่อ

แม้ว่า X10-4K เครื่องนี้จะเป็นโปรเจ็คเตอร์ที่เน้นการใช้งานแบบสะดวกสบาย แต่ ช่องเชื่อมต่อ ให้มาแบบจัดเต็ม ครบครัน ต่อการใช้งานในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี โดยประกอบไปด้วยช่องต่างๆ ตามด้านล่างนี้

ช่องเชื่อมต่อต่างๆ

1.ช่องสายไฟเข้า AC In
2.ช่องเสียบตัวรับสัญญาณ Wi-Fi หรือ Wi-Fi Dongle (มีแถมมาให้ในกล่อง)
3.Digital Audio Out แบบ Optical
4.ช่อง Audio In/Out แบบ 3.5 มม. อย่างละ 1 ช่อง
5.HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง รองรับความละเอียดภาพสูงสุดที่ 4K HDR 60Hz
6.USB-C เพื่อเชื่อมต่อภาพและเสียงกับอุปกรณ์ที่รองรับ
7.ช่อง Micro SD Card
8.ช่อง Ethernet สำหรับการเชื่อมต่อ Internet แบบสาย
9.ช่อง USB 3.0 และ 2.0 อย่างละ 1 ช่อง

Wi-Fi Dongle สำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย มีแถมมาให้เลยในกล่องไม่ต้องหาซื้อแยกจ้า